เทศกาลต่างๆในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และฤดูร้อนของแคนาดา

canada-festivals

เทศกาลและกิจกรรมในฤดูใบไม้ผลิ

  1. งานเทศกาลฉลองวันน้ำตาลเมเปิล ซึ่งงานนี้ถูกจัดขึ้นทั่วประเทศในเดือนเมษายน โดยมีออนแทรีโอเป็นเมืองตัวแทน ที่จัดงานรื่นเริงเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่กว่าทุกๆเมืองในแคนาดา

Continue reading “เทศกาลต่างๆในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และฤดูร้อนของแคนาดา”

กิจกรรมที่น่าสนใจเมื่อไปเที่ยวแคนนาดา

canada

กิจกรรมที่น่าสนใจเมื่อไปเที่ยวแคนนาดา

  1. นั่งเรือ Maid of the Mist ชมน้ำตกไนแอการา

แน่นอนที่สุดว่าน้ำตกไนแอการาเปรียบเสมือนสัญลักษณ์สําคัญของประเทศแคนาดา ด้วยความโดดเด่นที่เป็นน้ำตกใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนปีละมากกว่า 10 ล้านคน และเป็นน้ำตกที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก ซึ่งน้ำตกแห่งนี้เกิดจากแม่น้ำไนแอการาที่ไหลเทลงมาจากหน้าผาหินปูน รวมกับน้ำจากทะเลสาบออนแทรีโอ ด้วยปริมาณน้ำจํานวน 130 ล้านลิตรต่อนาที และจากความมหัศจรรย์ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทําให้นักท่องเที่ยวจะพลาดไม่ได้เลยในการมาเยือน โดยผู้มาเยือนสามารถชมความสวยงามของน้ำตกแห่งนี้ได้อย่างใกล้ชิดด้วยการนั่งเรือ “Maid of the Mist” ซึ่งเป็นเรือท่องเที่ยวที่ทําหน้าที่ในการพานักท่องเที่ยวไปชมน้ำตกไนแอการามาตั้งแต่ปี 1846 จนถึง ปัจจุบัน ซึ่งความน่าตื่นเต้นของการเดินทางไปกับเรือนี้คือการพานักท่องเที่ยวเข้าไปใกล้ม่านน้ำตกเพื่อสัมผัสความสวยงามอย่างใกล้ชิดในแบบที่เรืออื่นๆไม่สามารถทําได้ นักท่องเที่ยวส่วนมากเลือกที่จะชื่นชมความสวยงามของไนแอการาอยู่บนชั้นดาดฟ้าของเรือ ซึ่งทุกคนจะต้องใส่เสื้อกันฝนที่มีแจกบนเรือ เพราะเรือจะเข้าใกล้น้ำตก จนได้รับละอองน้ำและนักท่องเที่ยวทุกคนจะได้ยินแต่เสียงน้ำตก กึกก้องจนไม่สามารถได้ยินอย่างอื่น Continue reading “กิจกรรมที่น่าสนใจเมื่อไปเที่ยวแคนนาดา”

7 DAYS GRAND CANADA : รีวิวรูทท่องเที่ยวในประเทศแคนาดา

7-days-grand-canada

7 DAYS Grand Canada

วันที่ 1 ชมเมืองวิกตอเรีย เพลิดเพลินไปกับสวนบุตชาร์ต

การเดินทางในทริป 7 Days Grand Canada จะเริ่มต้นตั้งหลักที่ เมืองแวนคูเวอร์ (Vancouver) ในรัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สําคัญและเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทาง การท่องเที่ยวต่างๆ มากมาย ตั้งอยู่ริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทาง ทิศตะวันตกของประเทศแคนาดา ซึ่งศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและ เป็นเมืองอุตสาหกรรมการที่โดดเด่นเกี่ยวกับด้านการสร้างภาพยนตร์ จนได้ขึ้นชื่อว่าเป็นฮอลลีวูดของสหรัฐอเมริกาตอนเหนือ

7-days-grand-canada

การเดินทางของวันแรกเริ่มต้นด้วยการ ออกเดินทางสู่เมืองวิกตอเรีย (Victoria) ที่นี่ เป็นเมืองที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติที่งดงาม และมีเทือกเขาขนาดใหญ่ที่ทอดตัวยาวถึง 32 กิโลเมตร วิกตอเรียเป็นเมืองที่มีอากาศดี ตลอดปี พร้อมกันนี้ยังเป็นเมืองที่มีสวนสวยๆ และมีรีสอร์ตตากอากาศอยู่รอบเมือง เมื่อ นักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงจะพบว่าตัวเมืองของ วิกตอเรียตั้งอยู่ริมน้ํา และมีสถานที่สําคัญๆ อย่างกลุ่มอาคารรัฐสภา พิพิธภัณฑ์ และ โรงแรมหรูหรามากมายตั้งอยู่บริเวณหน้าอ่าว ให้ได้เยี่ยมชม

หลังจากรับประทานอาหารกลางวันและชมตัวเมืองวิกตอเรียแล้ว นักท่องเที่ยวจะเริ่มการท่องเที่ยวในช่วงบ่ายโดยการไปเที่ยวชมสวนบุตชาร์ต ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองวิกตอเรียไปเพียง 21 กิโลเมตร ที่นี่เป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของรัฐ บริติชโคลัมเบียที่มีประวัติการสร้างที่ซับซ้อน สวนนี้สร้างโดยนาง เจนนี บุตชาร์ต (Jennie Butchart) ภริยาของนักธุรกิจค้าปูนซีเมนต์ที่ขุดเอาหินปูนไปจนเกิดหลุมขนาดใหญ่ เพราะต้องการแก้ไขหลุม ขนาดใหญ่บนพื้นดินที่สามีได้ขุดเอาหินปูนไปขาย จนในปี 1904 นางเจนนีจึงตัดสินใจสร้างสนามหญ้า ปลูกต้นไม้ ทําสวนดอกไม้ และ ปลูกไม้เลื้อยอย่างต้นไอวีเพื่อปกคลุมหลุมขนาดใหญ่ที่ถูกขุดดินออก ซึ่งในปัจจุบันพื้นที่ตรงนี้กลายเป็นสวนต่ําที่เรียกกันว่า Sunken Garden และได้รับการตกแต่งด้วยแปลงดอกไม้นานาพันธุ์ อาทิ สวนญี่ปุ่น สวนอิตาเลียน สวนกุหลาบ น้ําตก สระบัว ศาลาพักร้อน

รวมไปถึงศาลาแสดงดนตรีกลางสวนอีกด้วย โดยนักท่องเที่ยว สามารถเดินเล่นที่นี่ได้ตลอดช่วงบ่ายไปจนถึงตอนกลางคืน เพราะ ในสวนจะถูกประดับด้วยไฟสว่างไสวมากมายในตอนค่ํา หลังจากนั้น ก็ถึงเวลาเดินทางกลับเมืองจุดเริ่มต้นอย่างแวนคูเวอร์ เพื่อรับประทาน อาหารค่ําและกลับไปยังที่พัก

วันที่ 2 ชมเมืองวิสต์เลอร์ แหล่งตากอากาศและสกีรีสอร์ต

เช้าวันที่ 2 ออกเดินทางสู่เมืองวิสต์เลอร์ (Whistler) ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่ง ในการไปเยือนเมืองตากอากาศและสกีรีสอร์ตอันดับ 1 ของทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งสกีรีสอร์ตแห่งนี้ได้รับการโหวตให้เป็น สกีรีสอร์ตอันดับ 1 ติดต่อกันมานานถึง 7 ปี นักท่องเที่ยวจะได้ พบกับภูมิทัศน์ที่สวยงามระหว่างทางโดยผ่านการเลาะเลียบริมฝั่ง มหาสมุทรแปซิฟิก จนกระทั่งถึงวิสต์เลอร์ เมืองเล็กๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าท้องถิ่น เมืองนี้อยู่ระหว่างภูเขาใหญ่ 2 ลูก ภูเขาที่ใกล้ที่สุดชื่อเดียวกับเมือง คือ ภูเขาวิสต์เลอร์ มีความสูงถึง 7,160 ฟุต ด้านตรงข้ามเป็นภูเขา อีกลูกหนึ่งชื่อ แบล็กคอมบ์ มีความสูงมากถึง 8,000 ฟุตเลยทีเดียว

หลังเดินชมความสวยงามของตัวเมืองวิสต์เลอร์และรับประทาน อาหารกลางวันเป็นที่เรียบร้อย ในช่วงบ่ายจะเป็นเวลาของ การเที่ยวชมเมืองเล็กๆ ที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ที่ถูก เรียกกันว่า Whistler Village บริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ตรงเชิงเขา ระหว่างภูเขาทั้ง 2 ลูก โดยสามารถเข้ามาได้ด้วยการเดินเท้าเท่านั้น ด้านในจะมีถนนปูนหินขนาดเล็กที่ เป็นทางที่จะพานักท่องเที่ยว ขึ้นไปยังยอดเขาทั้ง 2 ลูกได้ ต่อจากนั้นในส่วนที่ 2 เรียกว่า Upper Village

ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาแบล็กคอมบ์ นักท่องเที่ยวจะได้ พบกับทิวทัศน์ที่สวยงามพร้อมกับความยิ่งใหญ่ของภูเขาแบล็กคอมบ์ ที่สูงตระหง่านอยู่ด้านข้าง และส่วนที่ 3 คือ Village North ซึ่งเป็น ย่านการค้าที่สร้างขึ้นใหม่ระหว่างเมืองเล็กๆ ทั้ง 3 ส่วนของวิสต์เลอร์ โดยในส่วนนี้มีโรงแรมและรีสอร์ตสวยๆ มากกว่า 60 แห่งไว้รอต้อนรับ นักท่องเที่ยว จากนั้นก็ถึงเวลารับประทานอาหารเย็นที่ร้านอาหาร พื้นเมืองที่ Village North พร้อมทั้งหาซื้อของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ ก่อนที่จะเดินทางกลับไปยังเมืองแวนคูเวอร์ในตอนค่ำ

วันที่ 3 เที่ยวสวนสแตนลีย์และเสาโทเทมในแวนคูเวอร์ พร้อมชมเมืองแคมลูปส์

หลังจากรับประทานอาหารเช้า ก็ถึงเวลาของการชมเมืองแวนคูเวอร์กันบ้าง โดยเมืองนี้มีไฮไลต์สําคัญเป็นสวนสาธารณะที่ เรียกกันติดปากว่า สแตนลีย์ปาร์ก สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1888 ด้วยพื้นที่ กว่า 10,000 เอเคอร์ ซึ่งตั้งอยู่กลางเมืองแวนคูเวอร์ ความโดดเด่น ของสวนแห่งนี้คือมีลักษณะเป็นเหมือนเกาะที่ยื่นออกไป ภายในสวน มีต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีอายุนับ 100 ปี ซึ่งมีจุดเด่นที่แตกต่างจาก สวนสาธารณะอื่นๆ ตรงที่เป็นที่ตั้งของกลุ่มเสาโทเทม (Totem) ซึ่งเป็นเสาสัญลักษณ์ที่ตั้งไว้เพื่อเป็นที่ระลึกว่าบริเวณนี้เคยเป็น ถิ่นที่อยู่ของชนพื้นเมืองอินเดียนมาก่อน โดยชนพื้นเมืองใช้เสาโทเทม เล่าเรื่องราวความเป็นมาของเผ่าได้เป็นอย่างดีจนเป็นที่สนใจและ กล่าวขวัญของนักท่องเที่ยว

จากนั้นหลังจากเดินชมสวนรอบๆ รับประทานอาหารกลางวัน เรียบร้อย ในช่วงบ่ายก็ถึงเวลาของการเดินทางสู่เมืองแคมลูปส์ (Kamloops) ซึ่งใช้เดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ที่นี่เป็นเมืองติดกับ ทะเลสาบที่สวยงาม มีทั้งภูเขา ทะเลสาบน้ําจืด และกิจกรรม สันทนาการหลากหลายประเภท อาทิ ขี่ม้า เดินป่า สกี ว่ายน้ํา เป็น เมืองเล็กๆ น่ารัก ตั้งอยู่บริเวณหุบเขาทอมป์สันวัลเลย์ นักท่องเที่ยว จะได้พบกับทัศนียภาพอันสวยงามของทะเลและภูเขารอบด้าน ดังนั้นช่วงบ่ายแก่ๆ ไปจนถึงช่วงเย็นเป็นช่วงเวลาแห่งการชมเมืองที่ น่าประทับใจ และเลือกซื้อสินค้าที่ระลึกต่างๆ ก่อนที่จะถึงเวลาของ มื้อค่ํา แล้วกลับไปพักผ่อนยังที่พัก

วันที่ 4 ชมน้ำตกเมืองโกลเดน เที่ยวอุทยานแห่งชาติบานฟกระเช้าลอยฟ้า-เทือกเขาซัลเฟอร์ เมืองบานพ

เช้าวันที่ 4 เริ่มต้นด้วยการเดินทางสู่เมืองบานส์ โดยใช้เส้นทางตรงไปยังเมืองโกลเดน (Golden) ซึ่งจะใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ระหว่างการเดินทางนักท่องเที่ยวจะได้พบกับ น้ําตกและทะเลสาบที่สวยงามมากมายตลอดเส้นทาง จากนั้นมุ่งหน้าต่อมาอีกประมาณ 2 ชั่วโมง นักท่องเที่ยวจะถึงจุดหมายคือ เมืองบานส์ (Banff) เมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในหุบเขาโบว์ริเวอร์วัลเลย์ และเป็นปากทางเข้าไปสู่อุทยานแห่งชาติบานฟ์

ช่วงบ่ายหลังจากรับประทานอาหารเที่ยง เป็นเวลาของการเที่ยวชม อุทยานแห่งชาติบานฟ์ (Banff National Park) เป็นอุทยานแห่งชาติ แห่งแรกและมีชื่อเสียงมากที่สุดของแคนาดา ที่นี่เต็มไปด้วย ทัศนียภาพที่น่าฟัง พร้อมทั้งบ่อน้ําพุร้อนที่มีแร่กํามะถันผสมอยู่ จากนั้นก็ถึงเวลาของการเดินทางไปยังสถานีรถกระเช้าชื่อว่า Banff Gondola ที่จะพานักท่องเที่ยวขึ้นไปยังจุดชมวิวบนยอดเขาซัลเฟอร์ ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ําทะเลถึง 2,285 เมตร บนยอดเขามีทางเดิน ไปยังส่วนที่สูงที่สุดคือ ยอดแซนซัน (Sanson Peak) มีความสูงถึง 2,337 เมตร โดยระหว่างทางเดินไปยังยอดเขาจะมีจุดชมวิวอยู่ เป็นระยะๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพกันอย่างจุใจ ซึ่งจุดชมวิวที่ ยอดเขาจะสามารถมองเห็นวิวของเทือกเขาร็อกกี้และทะเลสาบ เอเมอรัลด์ (Emerald Lake) อันงดงามอีกด้วย หลังจากหมดแรงกับ การเดินทางที่อุทยานบานฟ์ ก็ได้เวลาของมื้อค่ําในเมืองบานส์ ก่อนที่ จะกลับที่พักเพื่อพักผ่อนและเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น

วันที่ 5 เลกหลุยส์-โคลัมเบียไอซ์ฟิลด์-โกลเดน

หลังรับประทานอาหารเช้า วันที่ 5 ของการเดินทางก็เริ่มต้นขึ้น ด้วยการมุ่งหน้าไปยังเมืองเลกหลุยส์ (Lake Louise) เมืองชนบทที่ แวดล้อมไปด้วยเทือกเขาที่มีหิมะขาวโพลนปกคลุมยอดเขา และ ทะเลสาบสีเขียวมรกตที่มีผิวน้ํานิ่งเรียบราวกับกระจกสะท้อนเงาของ ขุนเขาและธารน้ําแข็งที่อยู่สูงขึ้นไป นักท่องเที่ยวมากมายมาเยือนที่นี่ เพราะต้องการปีนเขาเพื่อขึ้นไปดูธารน้ําแข็งด้านบน บ้างก็ต้องการ ไปชมทะเลสาบเล็กๆ ที่รายล้อมด้วยเทือกเขาราวกับภาพวาด แต่อย่างไรก็ตาม รับรองว่าทัศนียภาพโดยรวมของเลกหลุยส์จะทําให้ นักท่องเที่ยวต้องเพลิดเพลินและประทับใจอย่างไม่รู้ลืมอย่างแน่นอน

จากนั้นช่วงบ่ายก็ถึงเวลาที่จะออกเดินทางต่อไปยังลานน้ําแข็ง โคลัมเบีย เพื่อเปลี่ยนเป็นรถ Snow Coach และมุ่งหน้าสู่ลานน้ําแข็ง โคลัมเบีย ซึ่งเป็นธารน้ําแข็ง (Glacier) ที่มีอายุนับหลายล้านปี ที่นี้ มีขนาดใหญ่พอๆ กับเมืองหนึ่งเมืองเลยก็ว่า สําหรับนักท่องเที่ยวที่ ชื่นชอบในกีฬาสกี ที่นี่เป็นเหมือนดินแดนสวรรค์ที่จะได้เล่นสกีไป พร้อมๆ กับการชมความงดงามของธารน้ําแข็งอันขาวโพลนกว้างไกล สุดสายตาของแคนาเดียนร็อกกี้ ซึ่งหลังจากพบกับความสุขและความ หนาวเย็นอย่างเต็มอิ่มแล้ว ก็ถึงเวลาของการเดินทางกลับไปยัง เมืองโกลเดนอีกครั้ง โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อ รับประทานอาหารค่ําและพักผ่อนก่อนที่จะเดินทางต่อไปยัง เมืองอื่นๆ ในวันรุ่งขึ้น

วันที่ 6 จากโกลเดนสู่เคโลนา

เช้าวันที่ 6 เป็นช่วงเวลาของการสํารวจเมืองโกลเดน (Golden) ที่นี่เป็นเมืองชนบทเล็กๆ ที่แวดล้อมไปด้วยทัศนียภาพอันงดงามและ ปราศจากมลภาวะที่เป็นพิษ โดยรอบๆ เมืองถูกรายล้อมไปด้วยทิวเขา และทะเลสาบ ซึ่งทําให้ที่นี่กลายเป็นเมืองที่เหมาะสําหรับการพักผ่อน ตากอากาศได้เป็นอย่างดี นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นหรือ นั่งจิบกาแฟตามคาเฟบริเวณตัวเมือง เพื่อมองดูวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ของชาวเมืองโกลเดน ก่อนที่จะเดินทางต่อในช่วงสายไปยัง เมืองเคโลนา (Kelowna)

หลังจากเดินทางมาเป็นเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ก็ถึงเมืองเคโลนา ในช่วงบ่าย ที่นี่เมืองขนาดเล็กซึ่งขึ้นชื่อด้านการทําไวน์ มีประชากร อาศัยอยู่เพียงแค่ 165,000 คนเท่านั้น ชาวเมืองนิยมทําการเกษตร จําพวกปลูกองุ่นเพื่อทําไวน์ หรือทําสวนผลไม้ อาทิ เชอร์รี ลูกพืชและแอปเปิล นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมไร่องุ่นพร้อมทั้งชิมไวน์ ยอดนิยมที่มีทั้งไวน์แดงและไวน์ขาว จากนั้นจึงไปเยือนทะเลสาบที่ ชื่อว่า “โอคานาแกน” ที่มีเรื่องราวของตํานานสัตว์ประหลาด “โอโกโปโก หรือในทากะ” (Ogopogo หรือ Naitaka) อาศัยอยู่ โดยมี บันทึกว่ามีผู้พบเห็นสัตว์ประหลาดดังกล่าวมากกว่าพันครั้ง เป็น สัตว์ที่มีลักษณะรูปร่างใหญ่โต หัวเล็กคล้ายม้า คอยาว มีเท้าเป็น พังผืด และมีหางยาวเหมือนแส้ ซึ่งจากการตรวจสอบด้วยการจับ ภาพเคลื่อนไหวและระบบโซนาร์ได้ข้อพิสูจน์ว่ามีสิ่งมีชีวิตบางอย่าง เคลื่อนไหวอยู่ใต้น้ําลึกอยู่จริงๆ จนทําให้ชาวเมืองต่างเชื่อกันว่า โอโกโปโกไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าหรือตํานาน แต่เป็นสัตว์มีอยู่จริง ในทะเลสาบแห่งนี้ จากนั้นช่วงเย็นก็ถึงเวลาของการรับประทาน อาหารพื้นเมือง พร้อมกับจิบไวน์องุ่น ก่อนที่จะเข้าที่พักเพื่อพักผ่อน สําหรับการเดินทางวันสุดท้าย

วันที่ 7 สํารวจทุกซอกทุกมุมของเมืองแวนคูเวอร์

วันสุดท้ายของการเดินทางเริ่มขึ้นโดยการกลับสู่เมืองแวนคูเวอร์ (Vancouver) เมืองหลักที่ใช้สําหรับเริ่มต้นในเส้นทางสายท่องเที่ยว ในทริปนี้ โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง แวนคูเวอร์เป็นเมือง ที่มีวัฒนธรรมแบบผสมเช่นเดียวกับนิวยอร์ก เพราะเป็นเมืองที่มีคน หลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรมปะปนกันอยู่ โดยในช่วงเที่ยงที่ เดินทางมาถึง เป็นเวลาที่ดีที่นักท่องเที่ยวจะเดินเที่ยวที่ถนนร็อบสัน ที่นี่เต็มไปด้วยนักเดินทางมากมายที่มาหาร้านกาแฟและร้านอาหาร สําหรับมื้อเที่ยง หากเดินผ่านย่านไปยังไชน่าทาวน์ จะพบกับย่าน เมืองเก่า โรงละครบรอดเวย์ แกลเลอรี่ศิลปะ ร้านหนังสือ และ แหล่งช้อปปิ้งที่หลากหลาย

จากนั้นในช่วงบ่ายๆ ก็เดินชมเมืองไปจนถึงแคนาดาเพลซ จะได้ พบกับหลังคาเป็นรูปใบเรือสีขาว คล้ายๆ กับโอเปร่าเฮาส์ที่นคร ซิดนีย์ของออสเตรเลีย ซึ่งเดิมหลังคาใบเรือนี้สร้างขึ้นสําหรับงาน World’s Fair ที่จัดขึ้นที่แวนคูเวอร์เมื่อปี 1986 แต่ปัจจุบันกลายเป็น สัญลักษณ์ส่วนหนึ่งของ World Trade Centre, Vancouver Trade and Convention Centre อันเป็นที่รวมโรงภาพยนตร์ ศูนย์การค้า และอาคารสันทนาการอื่นๆ มากมายไปแล้ว จากนั้น ช่วงบ่ายแก่ๆ ก็ถึงเวลาเดินทางไปยังอีกหนึ่งสถานที่น่าสนใจที่สร้างขึ้น เมื่อปี 1880 นั่นก็คือสถานีรถไฟแคนาเดียนแปซิฟิก ซึ่งเป็นสถานี ชุมทางรถไฟสายข้ามทวีป ปัจจุบันเป็นสถานีรถลอยฟ้ากับเรือข้ามฟาก ของเมืองแวนคูเวอร์ และในช่วงเย็นก็มาเที่ยวชมยังย่านแก๊สทาวน์

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet

เทศกาลต่างๆในช่วงฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาวของแคนาดา

เทศกาลและกิจกรรมในฤดูใบไม้ร่วง

  • Festival of Festivals งานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ที่ได้รับความสนใจจากเหล่าคนรักภาพยนตร์ในแคนาดาอย่างคับคั่ง โดยงานนี้จัดขึ้นทุกปีที่เมืองโทรอนโต ในช่วงเดือนกันยายน ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.festivaloffestivals.org

Continue reading “เทศกาลต่างๆในช่วงฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาวของแคนาดา”

‘สัมผัสแสงแดดในเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็น Sunny Alberta แห่งประเทศแคนาดา

รัฐแอลเบอร์ตา (Alberta)

รัฐแอลเบอร์ตามีเทือกเขาร็อกกี้เป็นพรมแดนทางทิศตะวันตก ติดกับรัฐซัสแคตเชวันทางทิศตะวันออก และที่นี่เป็นรัฐที่มีพื้นที่ มากที่สุดใน 3 รัฐที่เป็น Prairie Provinces โดยประกอบด้วยรัฐ แอลเบอร์ตา แมนิโทบา และซัสแคตเชวัน

แอลเบอร์ตาเป็นรัฐที่ 8 ของแคนาดา เป็นรัฐที่มีแสงแดดจัดมากกว่าทุกรัฐ จนชาวแคนาดาเรียกกันว่า Sunny Alberta แอลเบอร์ตามีรายได้หลักจากการทําคอกปศุสัตว์ การเกษตรเหมืองแร่ และป่าไม้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองคาวบอย เพราะมีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สําหรับเลี้ยงสัตว์

ที่นี่มีชื่อเสียงในความงามของอุทยานแห่งชาติที่มีอยู่หลายแห่งในเทือกเขาร็อกกี้ เช่น อุทยานแห่งชาติบานฟ์ อุทยานแห่งชาติแจสเปอร์ และอุทยานแห่งชาติทะเลสาบวอเตอร์ตัน (Waterton Lakes National Parks) ซึ่งอุทยานแห่งชาติเหล่านี้ล้วนมีภูมิประเทศเป็นเทือกเขาที่เต็มไปด้วยยอดเขาที่มีหิมะขาวโพลนปกคลุมเกือบตลอดปี กับพื้นที่เป็นลาดไหล่เขาที่เหมาะกับการเล่นสกี และกีฬาฤดูหนาว มีทะเลสาบสีเขียวมรกตท่ามกลางวงล้อมของขุนเขา เมืองสําคัญของรัฐแอลเบอร์ตามีอยู่ 2 เมืองคือ เมืองเอดมันตัน ซึ่งเป็นเมืองหลวง กับเมืองคัลการีซึ่งเป็น ศูนย์กลางธุรกิจการค้าน้ำมัน Continue reading “‘สัมผัสแสงแดดในเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็น Sunny Alberta แห่งประเทศแคนาดา”

‘เลกหลุยส์ (Lake Louise)’ ดินแดนปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน

lake-louise

เลกหลุยส์ (Lake Louise)

เลกหลุยส์เป็นทั้งชื่อเมืองและชื่อทะเลสาบ โดยทะเลสาบหลุยส์ตั้งอยู่ในเมืองเลกหลุยส์ (Lake Louise) ซึ่งแวดล้อมด้วยเทือกเขาที่มีหิมะขาวโพลนปกคลุมยอดเขา น้ำในทะเลสาบเป็นสีเขียวมรกต มีผิวน้ำนิ่งที่เรียบใสราวกับกระจกเงาสะท้อน ความงามของขุนเขาและธารน้ำแข็งที่อยู่สูงขึ้นไป เป็นภาพที่งดงามสุดพรรณนา

เมืองเลกหลุยส์เป็นเมืองชนบทที่อยู่ต่ำกว่าทะเลสาบ โดยด้านใต้ของทะเลสาบเป็นที่ตั้งโรงแรมที่ก่อสร้างแบบปราสาท ฝรั่งเศสชื่อว่า Fairmont Chateau Lake Louise ซึ่งเป็นโรงแรมติดทะเลสาบที่มีราคาแพงมาก นักท่องเที่ยวจะได้เห็นวิว ทะเลสาบที่ผิวน้ำสะท้อนภาพภูเขากับธารน้ำแข็งอยู่ตรงหน้าสวยงามเหนือคําบรรยาย

กิจกรรมสําคัญเมื่ออยู่เลกหลุยส์คือ การชมธรรมชาติที่งามสงบในทุกฤดูกาล ฤดูหนาว ผิวน้ำในทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็ง จนเป็นลานเล่นสเกตน้ำแข็งอย่างดี ในเดือนมิถุนายนเมื่อน้ำแข็งละลาย ทะเลสาบหลุยส์เป็นสถานที่สําหรับพายเรือแคนูเล่นอย่างมีความสุข หรือไปเดินเล่นริมทะเลสาบที่เกลื่อนไปด้วยก้อนหินน้อยใหญ่ มองหา กระรอกสีทอง สัตว์พื้นเมืองเจ้าถิ่นที่มีอยู่ชุกชุมในบริเวณนั้น

ทะเลสาบหลุยส์เป็นจุดตั้งต้นของการปีนเขาขึ้นไปดูธารน้ำแข็ง ข้างบนนั้น หรือไปชมทะเลสาบเล็กๆ รายล้อมด้วยเทือกเขางดงาม ที่มีเสน่ห์ตรงในทะเลสาบมีก้อนน้ำแข็งลอยฟองอยู่ด้วย ในบริเวณเดียวกันมีสถานีรถกระเช้าพาขึ้นไปชมวิวบนยอดเขาไวต์ฮอร์น (Whitehorn Mountain) ซึ่งบนยอดเขาเป็นจุดชมวิว ที่มีร้านน้ำชา และที่สําหรับนั่งปิกนิกและชมวิว นอกจากนั้นยังมีทะเลสาบโมเรน (Moraine) ทะเลสาบขนาดเล็กที่อยู่ในวงล้อมของขุนเขาสิบลูกที่มียอดเขาปกคลุมด้วยหิมะทุกยอด

อาหารการกิน

ในเมืองเลกหลุยส์มีภัตตาคารชื่อดังตั้งอยู่ในโรงแรม Post Hotel ซึ่งภัตตาคารแห่งนี้ที่ได้รับการยกย่องว่า ติดอันดับ 1 ของเทือกเขาร็อกกี้ ที่เสิร์ฟอาหารยุโรปและอเมริกัน สไตล์แคลิฟอร์เนียได้อย่างดีเยี่ยม ส่วนอีกแห่งที่ไม่ควรพลาดคือ ภัตตาคารในโรงแรมที่มีชื่อเสียงของเมืองเลกหลุยส์คือ Chateau Lake Louise ซึ่งอยู่ริมทะเลสาบ มีห้องอาหารอยู่ 4 ห้อง ห้อง Edelweiss Dining Room มีการตกแต่งห้องหรูหรา และบรรยากาศดีที่สุด ห้องอาหารนี้เสิร์ฟอาหารแคนาเดียน ไปพร้อมๆกับการชมทัศนียภาพที่สวยงามแบบหนึ่งของทะเลสาบ ที่สวยที่สุดในโลก

ส่วนนักท่องเที่ยวที่มองหาอาหารจานด่วนสามารถหารับประทาน ได้ตามร้านต่างๆ ในห้างสรรพสินค้า เช่น Bee Line Chicken & Pizza ที่ขายพิซซ่ากับไก่ทอด หรือจะเป็นร้านอาหารในสถานีรถไฟ ชื่อ Lake Louise Railway Station & Restaurant เป็นร้านอาหาร อายุนับ 100 ปีเศษที่สร้างด้วยไม้ซุง ในบริเวณรอบๆ ภัตตาคาร เอาตู้รถไฟโบราณมาวางตกแต่งสลับกับสวนดอกไม้ อาหารจานเด่นของร้านในสถานีรถไฟเป็นเนื้อวัวจากแอลเบอร์ตากับพาสต้าชนิดต่างๆด้วย

  • อุทยานแห่งชาติแจสเปอร์ (Jasper National Park)

อุทยานแห่งชาติแจสเปอร์อยู่ห่างจากอุทยานแห่งชาติบานส์ไป ทางเหนือ 292 กิโลเมตร เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่เป็นลําดับ 2 ใน แคนาดา อุทยานแห่งนี้ประกอบไปด้วยสัตว์ป่ามากมาย รวมไปถึง ต้นไม้ แม่น้ำ ลําธาร และน้ำตกที่สวยงาม ที่มีภูมิประเทศเต็มไปด้วย ระลอกคลื่นภูเขาที่มีหิมะปกคลุมยอดเขาอยู่เกือบตลอดปี จนปัจจุบัน อุทยานแห่งชาตินี้มีชื่อเสียงในการเป็นสกีรีสอร์ตแห่งหนึ่ง ของแคนาดา ส่วนเมืองแจสเปอร์ (Jasper) เป็นเมืองเพียงเมืองเดียว ที่มีอยู่ในอุทยานแห่งชาตินี้ ที่นี่เป็นเมืองขนาดเล็กที่เหมาะสําหรับ การท่องเที่ยวแบบผจญภัยในอุทยานแห่งชาติทุกอย่าง เช่น การ ปีนเขา ปีนหน้าผา ล่องแก่ง ขี่ม้าตามไหล่เขา เป็นต้น

lake-louise

การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติแจสเปอร์

  • ทางอากาศ

นามบินที่อยู่ใกล้คือ Calgary International Airport ซึ่งอยู่ห่างจากอุทยาน 412 กิโลเมตร และ Edmonton International Airport ที่อยู่ห่าง 350 กิโลเมตร โดยการเดินทางใน ฤดูหนาวจะไม่ค่อยสะดวกมากนัก เนื่องจากเส้นทางบางสายอาจปิด เพราะมีหิมะถล่มปิดเส้นทาง เป็นภัยธรรมชาติที่อันตรายและเกิดขึ้น บ่อยๆ

  • ทางรถไฟ

รถไฟของ VIA Rail ให้บริการในเส้นทางสายตะวันตก แคมลูปส์-แวนคูเวอร์ และสายตะวันออกไปยังเอดมันตันและวินนิเพก กับเส้นทางสายเหนือไปยังปรินซ์รูเพิร์ต (Prince Rupert)

  • ทางรถยนต์

มีรถโดยสารบริษัท Greyhound บริการในเส้นทาง แวนคูเวอร์ผ่านเมืองแคมลูปส์ และไปเมืองเอดมันตันกับเมืองบาน ส่วนนักท่องเที่ยวที่ขับรถยนต์สามารถใช้เส้นทางผ่านทุ่งน้ําแข็งสาย

Icefields Parkway ที่เชื่อมระหว่างตอนเหนือของอุทยานแห่งชาติ บานฟ์กับทางใต้ของอุทยานแห่งชาติแจสเปอร์ ซึ่งทางสายนี้มี ความยาว 230 กิโลเมตร และเลี้ยวไปทางลานน้ําแข็งโคลัมเบีย (Columbia Icefields)

เทือกเขาบริติชโคลัมเบีย (British Columbia Rockies)

บริติชโคลัมเบียร็อกกี้ประกอบด้วยเทือกเขาที่สลับซับซ้อนถึง 4 เทือกด้วยกัน โดยเมืองที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคนี้ส่วนใหญ่อยู่ทางทิศใต้ แต่ สิ่งที่เป็นจุดสนใจของการท่องเที่ยวจะอยู่ทางตอนเหนือ เช่น Glacier and Mount Revelstoke National Parks, Kootenay National Park และ Yoho National Park

Glacier and Mount Revelstoke National Parks เป็น อุทยานแห่งชาติที่ถึงก่อนที่ถนนสายที่ยาวที่สุดของแคนาดาคือ Trans-Canada Highway จะผ่านเข้าไปถึงเทือกเขาร็อกกี้ เส้นทาง สายหลักนี้ผ่านเข้าไปในอุทยานธารน้ําแข็งแห่งชาติ (Glacier National Park) ดินแดนที่เป็นสวรรค์ของนักสกีและได้ชื่อว่า อันตรายที่สุด เพราะภัยธรรมชาติที่เกิดจากหิมะถล่ม (Avalanche)

ส่วนทางทิศตะวันตกของธารน้ําแข็งเป็นที่ตั้งของ Mount Revelstoke National Park ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของ นักขี่จักรยานภูเขาและนักปีนเขา ในอุทยานนี้มีเส้นทางวิบากสําหรับ คนที่ชอบกีฬานี้ให้เลือกไปผจญภัยมากกว่า 10 เส้นทาง เส้นทางที่ สวยที่สุดคือเส้นทางที่มีชื่อว่า Giant Cedars Boardwalk Trail ทางสายนี้มีช่วงหนึ่งผ่านเข้าไปในป่าไม้ซีดาร์ ตลอดระยะทาง 500 เมตรที่เต็มไปด้วยต้นซีดาร์แดงซึ่งมีอายุมากกว่า 1,000 ปี

อุทยานแห่งชาติคูเทเน (Kootenay National Park)

มีพื้นที่ 1,406 ตารางกิโลเมตรนี้อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองบานส์ กับอุทยานแห่งชาติโยโฮ เส้นทางเข้าสู่อุทยานแห่งชาตินี้คือ Highway 93 ที่แยกมาจากถนนสายหลัก Trans-Canada Highway จุดเด่น ของอุทยานแห่งชาตินี้คือ บ่อน้ําร้อน Radium Hot Springs ซึ่งอยู่ ทางด้านทิศใต้ของอุทยานฯ มีเมืองชื่อเดียวกับบ่อน้ําพุร้อน อยู่ห่าง จากเมืองบานฟ์ 129 กิโลเมตร ประชากรของเมืองนี้ทําธุรกิจเกี่ยวกับ การอาบน้ําแร่กันมากมาย ดังนั้นโรงแรมที่พักในเมืองทุกแห่งจะมี บ่ออาบน้ําแร่ที่น้ําร้อน 39 องศาเซลเซียส กับมีสระว่ายน้ําที่อุณหภูมิ ของน้ําร้อนประมาณ 27 องศาเซลเซียสไว้บริการผู้มาพัก

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet

ลัดเลาะเที่ยวเมืองที่ถูกขนานนามว่า ‘The rock’ ในประเทศแคนนาดา

รัฐนิวฟันด์แลนด์และลาบราดอร์ (Newfoundland and Labrador)

นิวฟันด์แลนด์และลาบราดอร์มีประชากรเพียง 600,000 คน โดยมีอาชีพหลักคือการจับปลา เกาะนิวฟันด์แลนด์แห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยธารน้ำแข็งมานานกว่าหมื่นปี และการเคลื่อนที่ของธารน้ำแข็งได้ ทิ้งร่องรอยการกัดเซาะไว้จนทําให้ที่นี่เป็นรัฐที่มีพื้นผิวเป็นหินขรุขระมากที่สุดในแคนาดา ชาวแคนาดาเรียกเกาะนิวฟันด์แลนด์ว่า “The Rock” ขนาดของเกาะใหญ่เป็นลําดับที่ 18 ของโลก มีชายฝั่งทะเล ที่ยาวถึง 9,600 กิโลเมตร ส่วนลาบราดอร์เองก็มีสภาพภูมิประเทศเช่นเดียวกับเกาะนิวฟันด์แลนด์ รัฐนี้จึงเป็นรัฐที่มีคนอยู่น้อยที่สุด และอยู่ห่างไกลความเจริญมากที่สุดนั่นเอง

เมืองหลวงของนิวฟันด์แลนด์และลาบราดอร์คือ เมืองเซนต์จอนส์ ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวในรัฐนี้คือ อุทยานแห่งชาติขนาดเล็กที่ชื่อ อุทยานแห่งชาติเทอร์ราโนวา (Terra Nova National Parks) และอุทยานแห่งชาติกรอสมอร์น (Gros Morne National Park) จุดชมวิวกับประภาคารที่เคปสเปียร์ (Cape Spear) บนแหลมอะวาลอน (Avalon Peninsula) และพิพิธภัณฑ์เครื่องบินแห่งนอร์ทแอตแลนติก (North Atlantic Aviation Museum) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองแกนเดอร์ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (Gander) โดยสนามบินเล็กๆแห่งนี้เคยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สําคัญ Continue reading “ลัดเลาะเที่ยวเมืองที่ถูกขนานนามว่า ‘The rock’ ในประเทศแคนนาดา”