อีร์คุตสค์ (Irkutsk) เมืองแห่งศิลปะ ประเทศรัสเซีย

จัตุรัสศิรอฟ(Kirov Square)

ศูนย์กลางทั้งการค้าขาย และจัดงานสําหรับชาวเมือง ชื่อเดิมว่า TIkhvinskaya และเปลี่ยนเป็น Gostinodvormaya ในช่วงคริสตวรรษที่ 18 มีการก่อสร้างโรงแรมและร้านขายของในบริเวณรอบๆ แต่ทั้งหมดก็ไม่รอดพ้นจากไฟไหม้ครั้งยิ่งใหญ่ของเมืองในปี ค.ศ.1879 หลังจากนั้นมีการบูรณะพื้นที่ซ่อมแซมอาคารสิ่งปลูกสร้างใหม่ในปี ค.ศ.1935 จัตุรัสนี้ได้รับการตั้งชื่อใหม่ว่า KirOV มาจากชื่อนักปฏิวัติ Sergey Mironovich Kirov

พื้นที่ตรงกลางจัตุรัสมีน้ำพุขนาดใหญ่ที่สายน้ำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าตลอดเวลา และสวนรอบๆ
ก็ปลูกดอกไม้อย่างสวยงาม ยิ่งในฤดูร้อนจะมีดอกไม้หลากสีสวยงามปลูกประดับยาวตลอดทางเดินใกล้ๆ กับน้ำพุมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปหาข้อมูลการท่องเที่ยวได้ ส่วนลานโล่งด้านหน้าสุดเป็นบริเวณจัดงานเฉลิมฉลอง และงานพิธีประจําชาติ ตรงข้ามกับจัตุรัสเป็นที่ตั้งอาคารขนาดใหญ่ตามสไตล์โซเวียต สีน้ำตาลอ่อน คือ ศาลาว่าการเมืองอีร์คุตสค์

ศาลาว่าการเมืองอีร์คุตสค์
House of Soviet

สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1959 หลังจากมีการแก้ไขแบบวิศวกรรมเดิมที่ผิดพลาดจนต้องหยุดก่อสร้างไปหลายปี และอาคารที่สร้างเสร็จภายหลังนี้ได้รับรางวัลเหรียญตราเลนิน ถือว่าเป็นเกียรติยศสูงสุด อาคารถูกออกแบบโดยสถาปนิก K. Gurier จะเห็นป้ายหินแกรนิตขนาดใหญ่แปะผนังตึกเพื่อเป็นอนุสรณ์รําลึกถึงรางวัลที่ได้รับจากประวัติศาสตร์ เดิมในพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของโบสถ์คาซานสกี้ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ที่ใหญ่ที่สุด ของเมืองมาก่อน แต่พอเจอการเปลี่ยนระบอบปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ โบสถ์ คือสิ่งไร้ค่าไร้ประโยชน์ จึงถูกกําจัดทิ้งไปเสียในปี ค.ศ.1932 และยังได้เอาเศษอิฐเศษหินจากโบสถ์มาถมที่ตรงลานจัตุรัสได้สูงราวเกือบ 1 เมตร และถ้ามองไปทางขวามือด้านหน้าศาลาว่าการเมือง จะเห็นหอสวด Our Lady of Kazan ซึ่งสร้างขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ. 2000 เพื่อเป็นการรําลึกว่า ครั้งหนึ่งพื้นที่นี้เคยเป็นโบสถ์มาก่อน

โบสถ์ Polish Church
Church of Our Lady of the Assumption Roman Catholic church

เป็นโบสถ์คาทอลิกในรูปแบบสถาปัตยกรรมนีโอโกธิค ของเดิมสร้างด้วยไม้ในปี ค.ศ. 1825 และถูกเพลิงไหม้ครั้งยิ่งใหญ่ของเมือง โบสถ์แห่งนี้จึงโดนทําลายไปด้วยต่อมาชุมชน ชาวโปแลนด์ (ชาวโปแลนด์ราว 20,000 คน ถูกเนรเทศจากการมีส่วนร่วมในกบฏธันวาคม) ที่อาศัยในอีร์คุตสค์ได้สร้างโบสถ์ขึ้นใหม่ด้วยอิฐในสีแดง ขึ้นในปี ค.ศ. 1881 โบสถ์ออกแบบโดยสถาปนิกชาวโปแลนด์ Jan Tamulewicz ส่วน เครื่องดนตรีออร์แกนด้านโนโบสถ์ได้ถูกนํามาจากสหรัฐอเมริกา

โบสถ์ Church of Our Savior
Spasskaya Church

สร้างในปี ค.ศ.1706 เป็นโบสถ์ทําจากหินที่เก่าแก่ที่สุดในไซบีเรียตะวันออก ถือเป็นโบสถ์แห่งแรกในเมืองอีร์คุตสค์ ซึ่งเดิมพื้นที่นี้เคยเป็นป้อมปราการของเมืองมาก่อน โบสถ์ถูกออกแบบโดยสถาปนิก Moisey Dolgikh มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบไซบีเรียนบาโรค และภายหลังมีการบูรณะซ่อมแซมอาคารโบสถ์ รวมทั้งภาพเขียนสีเฟรสโกขนาดใหญ่บนผนัง นอกตัวโบสถ์ The Church of Our Savior ในยุคหนึ่งโบสถ์เคยถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์เก็บข้าวของโบราณแต่ในปัจจุบันกลับมาใช้งานพิธีทางศาสนาตามเดิม

หอสวดหลังนี้สร้างในปี ค.ศ. 2011 ในวาระครบรอบ 350 ปีของ เมืองส่วนด้านในหอสวดมีศิลาจารึกหินเป็นภาพของป้อมปราการเมือง ผลงานแกะสลักของช่างแกะสลักที่มีชื่อเสียง I.E.Stavsky โดยมีคําจารึก ไว้ว่า “แด่ผู้ก่อตั้งเมืองอีร์คุตสค์ ด้วยความซาบซึ้งในบุญคุณจากชาวเมือง” และที่สําคัญด้านใต้หอสวดยังทําห้องใต้ดินสูง 3 เมตร รูปทรง 12 เหลี่ยม ภายในบรรจุโครงกระดูกของผู้ที่เคยอยู่อาศัยในเมืองนี้มาตั้งแต่ยุคแรกๆ ที่ถูกขุดค้นพบระหว่างการบูรณะโบสถ์ The Church of Our Savior โดยบังเอิญ

Note:

สถาปัตยกรรมไซบีเรียนบาโรค (Siberian Baroque) ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ในแถบไซบีเรียมีโบสถ์จํานวนมากที่ก่อสร้างในสไตล์ไซบีเรียนบาโรค มีทั้งสร้างจากหิน หรือสร้างจากไม้มักมีสีขาวประกอบส่วนด้านบนเป็นหลังคาโดมและมียอดแหลมทรงโคนต่อขึ้นไป และมีลวดลายแกะสลัก ในศิลปะตะวันออกแบบทิเบต เช่น ลายเปลวไฟ สถูปเจดีย์ กงล้อธรรมจักร เพราะเมืองอีร์คุตสค์ได้มีการค้าขายกันระหว่างจีนกับมองโกเลียอย่างมากจึงได้รับอิทธิพลทางศิลปะตะวันออกผสมผสานกับทางตะวันตกมาลักษณะโบสถ์จะมีส่วนของระฆังและโรงทานอยู่ทางทิศตะวันตก ปัจจุบันโบสถ์สถาปัตยกรรมไซบีเรียนบาโรคยังพบอยู่จํานวนมากในเมืองอีร์คุตสค์, โตโบลสค์ (Tobolsk) และ ทอมสค์ (Tomsk)

วิหาร Epiphany Cathedral Bogoyavlenskiy

ตั้งอยู่ใกล้กับ The Church of Our Savior เดิมที่โบสถ์หลังเก่าถูกสร้างด้วยไม้ในปี ค.ศ. 1693 แต่หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1716 โบสถ์ได้ถูกเพลิงไหม้จนเสียหายหนัก หลังจากได้รวบรวมเงินบริจาคของชาวเมือง ต่อมาอีก 2 ปีจึงได้สร้างโบสถ์หลังใหม่ทดแทนโดยทําจากหินออกแบบโดย Vasily Gariaev

ส่วนของหอระฆังด้านข้างสร้างในปี ค.ศ.1812-1815 แต่ในสมัยยุคคอมมิวนิสต์โบสถ์ถูกปิดตายตั้งแต่ ค.ศ. 1934-1968 ต่อจากนั้นโบสถ์ถูกนํามาใช้เป็นหอพัก และร้านเบเกอรี่แทนจนกระทั่งปี ค.ศ.1994 โบสถ์จึงกลับคืนสู่ความศักดิ์สิทธิ์ในทางศาสนาคริสต์รัสเซียออร์โธดอกซ์ ตามเดิมและอนุรักษ์ลักษณะของโบสถ์เดิมไว้ ตัวโบสถ์สีขาว และมียอดโคนแหลมแบบไซบีเรียนบาโรคประดับลวดลายศิลปะไซบีเรียนและศิลปะรัสเซียโบราณที่โดดเด่น ส่วนหอระฆังมีภาพเขียนสีเฟรสโกของนักบุญไล่ เรียงเป็นชั้นภาพมีขนาดใหญ่ และสีสันสวยงามมาก และตัวระฆังมีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองมีน้ำหนักถึง 12 ตัน

จากบริเวณนี้เดินตรงไปสุดถนน SukheBator จะเป็นทางเดินริมแม่น้ำแองการาที่ทําทางเดินไว้อย่างดี สําหรับชาวเมืองมานั่งพักผ่อน วิ่งออกกําลังกาย และมาชมพระอาทิตย์ตก บรรยากาศที่เมืองอีร์คุตสค์ดูสบายๆ ไม่เร่งรีบอะไร ผู้คนก็ดูเป็นมิตรและให้ความช่วย เหลือไม่ต่างจากเมืองๆ อื่นในรัสเซีย แต่ด้วยลุคที่ออกจะยิ้มง่ายกว่าทางมอสโคว ทําให้ลดความเกร็งในการถามไปได้เยอะเลย

อนุสาวรีย์ผู้ก่อตั้งแคว้นไซบีเรีย

อนุสาวรีย์ของทหารคอสแซค (Cossacks) ก่อสร้างเสร็จในปี ค.ศ.2011 เนื่องในวาระครบรอบ 350 ปีของเมืองเอียร์คุตต์รูปปั้นสูงราว 6 เมตรที่ฐานจารึกไว้ว่า “แด่ผู้ที่สร้างเมืองจากชาวเมืองเอียร์คุตส์” เดิมที่ดินแดนแถบนี้ถูกบุกเบิกโดยกลุ่มทหารคอสแซค เข้ามาตั้งถิ่นฐานรกราก และได้พัฒนากลายเป็นเมืองอนุสาวรีย์อยู่ริมฝั่งแม่น้ำแองการา

Note:

ทหารคอสแซค (Cossacks) คําว่า Cossacks มีรากศัพท์จากภาษาเติร์ก โดยมีความหมายว่า นักผจญภัย หรืออิสระชน เป็นชนเผ่าที่เคยอาศัยในดินแดนของยูเครน ทหารคอสแซคเก่งในการใช้ทวน มีด ดาบ และขี่ม้าได้เป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นกองกําลังที่สําคัญของจักรวรรดิรัสเซียในการบุกเบิกดินแดนใหม่ๆทางตะวันออก เช่น ไซบีเรีย และทางพระเจ้าซาร์เองก็ทรงตอบแทนทหารเหล่านี้ด้วยการ แบ่งมอบดินแดนที่กองทหารคอสแซคพิชิตได้ รวมทั้งยศบรรดาศักดิ์ให้ ในช่วงที่ปฏิวัติระบอบปกครอง เหล่าทหารคอสแซคยังร่วมกับกองทัพขาว (White Army) เพื่อต่อสู้กับกองทัพแดงพรรคบอลเชวิก แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้และถูกปราบปรามไปเป็นจํานวนมาก

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet