อีร์คุตสค์ (IRKUTSK) ปารีสแห่งไซบีเรีย

irkutsk

อีร์คุตสค์ (Irkutsk)
ปารีสแห่งไซบีเรีย

อีร์คุตสค์หรือเออร์คุตสค์ (Irkutsk) เมืองหลวงแห่งเขตปกครอง IrkutskOblast ในแถบไซบีเรียตะวันออก มีแม่น้ำแองการา (Angara River) ไหลผ่านตัวเมือง และไหลไปเชื่อมต่อกับทะเลสาบไบคาลที่ห่างออกไป 70 กิโลเมตร แม่น้ำแองการาได้แบ่งเมืองออกเป็น 2ฝั่งคือฝั่งซ้าย และขวาโดยมีสะพานข้ามแม่น้ำเชื่อม 3 แห่งในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16เมือง อีร์คุตสค์ กลายเป็นศูนย์กลางการค้าขายที่สําคัญในแถบนี้ ช่วงปี ค.ศ.1661 ได้มีการสร้างป้อมปราการที่อีร์คุตสค์ขึ้นมา จึงเป็นจุดเริ่มต้นการปกครองที่ถูกส่งมาจากส่วนกลาง และจากคํากล่าวที่ว่า
“ที่ใดมีถนนที่นั่นมีความเจริญ” ก็คงจะไม่ผิดจากความจริงนัก เมื่อถนนสายไซบีเรีย (Siberia Road) ถูกสร้างในปี ค.ศ.1760 เพื่อเชื่อมระหว่างเมืองมอสโควกับเมืองอีร์คุตสค์ ทําให้การค้าขายเจริญเติบโตอย่างคึกคักมากมาย มีการนําเข้าสินค้าจากจีนและทิเบต เช่น ชา ผ้าไหม ขนสัตว์ ทองคํา เพชร และสินค้าจากมองโกเลียเพื่อส่งไปขายต่อยังมอสโคว

“ปารีสแห่งไซบีเรีย” ชื่อนี้มีเรื่องเล่า ช่วงปี ค.ศ.1879 เกิดเพลิงลุกไหม้ครั้งยิ่งใหญ่ 3 ใน 4 ของเมืองถูกทําลายกลายเป็นจุณ อาคารที่ว่าการ ห้องสมุดพิพิธภัณฑ์ บ้านเรือนประชาชนหลายพันหลัง แต่ถึงอย่างเรเลียง ถูกซ่อมแซมจนกลับมายิ่งใหญ่และสวยกว่าเดิม ภายหลังเริ่มมีระบบไฟฟ้าใช้ในปี ค.ศ. 199 และเริ่มมีการสร้างโรงละครแห่งแรกของเมืองในปี ค.ศ.1897 ส่วนสถานีรถไฟประจก ถูกสร้างและเปิดใช้ครั้งแรกในปี ค.ศ.1900 ด้วยความทันสมัยและตึกอาคารที่สวยง เมืองอีร์อุตสค์ทั้งหลาย ทําให้ได้รับสมญานามว่า “ปารีสแห่งไซบีเรีย”

การเดินทางในเมืองอีร์อุตสค์

จากสถานีรถไฟประจําเมือง Irkutsk-Passenger จุดที่ลงจากรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย เข้าสู่ใจกลางเมืองควรใช้รถสาธาณะหรือรถแท็กซี่ ซึ่งราคาไม่แพง ส่วนที่พักแนะนําให้เลือก โซนใจกลางเมืองแทน ถ้าดูจากแผนที่หน้าถัดไปคือ คนละฝั่งแม่น้ำแองการากับสถานีรถไฟ เพราะการเดินทางเที่ยวจะสะดวกง่ายดายและมีชุมทางรถมินิแวนที่สามารถเดินทางไปต่างเมืองได้ง่ายมีร้านค้า ร้านอาหารเยอะกว่าฝั่งสถานีรถไฟ โดยจากสถานีรถไฟ สามารถใช้รถรางสาย 1 เข้าสู่ใจกลางเมืองบริเวณ Central Market หรือนั่งแท็กซี่มีค่าใช้จ่าย ราว 300 รูเบิล ส่วนในตัวเมืองสามารถใช้การเดินเท้าได้ บางโฮสเทลอาจมีแผนที่แจกหรือ ขอได้จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว หรือจะโหลดแผนที่ไปดูเล่นก่อนจาก www.irkvisit.info

เมืองอีร์คุตสค์ ส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่น้อยถึงขนาดทํา Greenline คือ เส้นทางแนะนํา เดินเที่ยวโดยทําลูกศรสีเขียวคล้ายสติ๊กเกอร์แปะไว้ที่พื้นเป็นระยะ หรือตั้งเสาตามหัวมุมมีป้ายชี้ทางไปสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ (จนเลือกไปไม่ถูก) ถ้าจะเดินทั่วควรมีเวลา 1-2 วัน เต็ม แต่เนื่องจากเราต้องแบ่งเวลาไปเกาะโอลคอนและเมืองลิสต์วยานกา จึงมีแค่เวลาค่อน บ่ายแก่ๆ อยู่ราว 2 วัน จึงเน้นเที่ยวตามเส้น Greenline ที่เขาแนะนํามาให้เป็นพิเศษ

จุดกําเนิดพรรคบอลเชวิกที่ล้มล้างแผ่นดินพระเจ้าซาร์ ได้เริ่มต้น ณ ดินแดนแห่งนี้

ในสมัยพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 1 (พระบิดาของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 องค์สุดท้ายของจักรวรรดิ รัสเซีย) ได้ลงโทษพวกกลุ่มกบฎจากเหตุการณ์กบฏธันวาคม (Decembrist revolt) โดยการเนรเทศ ให้มาอยู่ไซบีเรีย ดินแดนกันดารห่างไกลความเจริญสมัยนั้น แถมยังหนาวเหน็บแสนทารุณในฤดู หนาว พวกกลุ่มกบฏส่วนใหญ่เป็นพวกมีการศึกษาสูง มีทั้งนักประพันธ์นักกฎหมาย พ่อค้าศิลปิน ดังนั้นอีร์คุตสค์เลยเป็นศูนย์รวมพวกหัวกะทิ ช่วยกันเนรมิตและพัฒนาบ้านเรือนในแถบนี้ขึ้นมาให้ทันสมัย ทั้งด้านการศึกษาและศิลปะวัฒนธรรมที่ยังเห็นได้ในปัจจุบัน อย่างเช่น บ้านไม้ดังเดิม ในยุคนั้นที่ตกแต่งด้วยการแกะสลักฉลุตามขอบหน้าต่างประตูอย่างประณีต และอาคารใหญ่โตที่ ออกแบบอย่างมีศิลปะสวยงามโอ่อ่า พอกลุ่มกบฏที่ถูกเนรเทศอย่างมากมายเข้ามารวมตัวกันที่ เมืองอีร์คุตสค์จึงได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งพรรคบอลเชวิกขึ้นมาเป็นเวลาหลายปีก่อนที่จะมีเหตุการณ์ ปฏิวัติในปี ค.ศ.1917 ล้มล้างการปกครองระบอบพระเจ้าซาร์จนสําเร็จในภายหลัง

จุดกําเนิดเหตุการณ์กบฏธันวาคม (Decembrist revolt)

เริ่มจากกลุ่มนายทหารราว 3,000 นาย รวมตัวก่อการจลาจลในวันที่ 26 ธันวาคม (ตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.3) ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ณ ปีเตอร์ “Peter’s Square” (ปัจจุบันใช้ชื่อว่า Senate Square) ในเหตุการณ์การขึ้นครองราชย์ ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 1 ต่อจากพระเจ้าคอนสแตนติน พระเชษฐาที่ทรงสละราชบัลลังก์โดย ความสมัครใจของพระองค์เอง เหตุการณ์จบลงโดยการปราบปรามกลุ่มกบฏอย่างราบคาบ ตามคําสั่งของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 1 หลายคนถูกประหารชีวิตและอีกหลายคนถูกจับเป็นนักโทษเนรเทศไปยังเขตไซบีเรีย การที่กลุ่มนายทหารซึ่งมีทั้งระดับเจ้าชาย Trubetskov เป็น ผู้นําร่วมก่อการกบฎเพราะในสมัยก่อนน้อยคนที่ได้เดินทางไปต่างประเทศจึงรู้จักเพียงระบบ การปกครองที่พระเจ้าซาร์เป็นใหญ่ มีระบบข้าทาสเป็นเรื่องปกติ แต่กลุ่มทหารเหล่านี้ได้ทําศึกสงครามกับกองทัพนโปเลียนและยกทัพรุกไล่ไปทางตะวันตก จึงสังเกตเห็นสิ่งที่ประเทศอื่นมีแตกต่างจากจักรวรรดิรัสเซีย การเคลื่อนไหวของกลุ่มกบฏธันวาคมจึงเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างลับๆ แม้ว่าพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 1 จะเห็นด้วยกับการปฏิรูปแต่ทรงเห็นว่ารัสเชียยังไม่พร้อมต้องรอเวลา ขณะเดียวกันพระองค์ทรงสั่งให้ตํารวจลับจัดการปราบปรามกลุ่มหัวแนวความคิด ใหม่เหล่านี้ให้หมดสิ้นซากไป จึงทวีความกดดันและความไม่พอใจลึกๆแก่นายทหารเหล่านี้

อย่างไรก็ตามย่อมมีผู้ไม่เห็นด้วยกับปฏิวัติครั้งนั้น หลังเหตุการณ์ปฏิวัติ October Revolution (เปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์) จึงได้นําไปสู่เหตุจลาจลนองเลือดจากการต่อสู้ระหว่างกองกําลังต่อต้านการปฏิวัติบอลเชวิกกับกองกําลังคอมมิวนิสต์ที่สนับสนุนพรรคบอลเชวิกที่เมืองอีร์คุตสค์ ในที่สุดนายพล Aleksandr Kolchak ผู้คุมกองกําลังต่อต้านปฏิวัติ (White Army) ได้ถูกสังหารในเมืองอีร์คุตสค์ ทําให้ผู้ที่ต่อต้านพรรคบอลเชวิกต้องยอมจํานนในที่สุดในระหว่างที่เป็นระบอบการปกครองคอมมิวนิสต์เมืองถูกพัฒนาโดยการจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมจํานวนมากรวมทั้งสร้างเขตอุตสาหกรรมในเขตไซบีเรีย

โบสถ์คาซาน (Kazan Church) 

แม้เป็นโบสถ์ที่อยู่นอกเส้น Greenline แต่มีศิลปะที่น่าสนใจด้วยรูปลักษณ์ และสีสันของโบสถ์ที่ดูแปลกตา แต่จะอยู่ออกไปนอกชานเมืองเสียหน่อย ถ้าพอมีเวลาน่าจะไปเยี่ยมชมสักครั้ง โบสถ์คาซานหรือชื่อเต็มว่า Church of the Kazan Icon of the Mother of God
เป็นโบสถ์ในศาสนาคริสต์ นิกายรัสเซียออร์โธดอกซ์ สร้างในปี ค.ศ. 1835 ใช้เวลาสร้างยาวนานมากราว 50 ปี ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบนีโอไบแซนไทน์ ภายในมีภาพศักดิ์สิทธิ์ Our lady of Kazan เป็นที่เคารพเชื่อว่าคอยปกป้องคุ้มครองรัสเซีย และมีความสําคัญมากมักพบเห็น
ได้ตามโบสถ์รัสเซียออร์โธดอกซ์โดยทั่วไป

พอได้เดินเข้ามาในโบสถ์ ภายในแม้จะไม่ใหญ่มากนัก แต่ความสวยงามของภาพเขียน สีที่อยู่ตามส่วนของผนังและเพดานก็ไม่แพ้ที่ใดเลย บริเวณฉากศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่กลางโบสถ์ ภาพศักดิ์สิทธิ์ Our lady of Kazan เป็นที่เคารพของชาวรัสเซียโดยทั่วไป

ระหว่างที่กําลังชื่นชมโบสถ์อยู่ พลันได้ยินเสียงเพลงสวดมนต์จากผู้ที่มากราบไหว้กลุ่มหนึ่ง
โดยจะร้องบทเพลงสวดต่อหน้าบาทหลวง แม้ว่าจะฟังไม่เข้าใจแต่ด้วยทํานองที่ไพเราะ ก็นับเป็นโอกาสอันดีที่ได้เห็นพิธีแบบนี้อีกครั้ง ระหว่างนั้นหนุ่มหน้าใสวัยมัธยมก็ส่งเทียนที่จุดแล้วมาให้ถือ หลังบทเพลงจบบาทหลวงก็สนทนากับผู้ที่มาสวดมนต์สักพัก แล้วก็เอากล่องสีดํามีโซ่ห้อยลักษณะคล้ายตะเกียงที่มีควันโพยมุ่งหมุนให้ควันกระจาย ไปรอบคนกลุ่มนั้น และบาทหลวงก็ตรงมาที่เราเอาตะเกียงมาหมุนตรงหน้าให้ควันกระจายรอบตัว ซึ่งไม่รู้จะทําตัวแบบไหนดี
ก็ยกมือพนมไหว้แทน  เพื่อทําความเคารพ บาทหลวงท่านนั้นที่ช่างมีเมตตาต่อคนต่างศาสนา ส่วนเทียนก็นําไปปักตรงเชิงเทียนต่อหน พระรูปของพระเยซูและพระแม่มารี

ส่วนบริเวณด้านข้างโบสถ์ มีแปลงดอกไม้ที่จัดแต่งอย่างสวยงาม และยังมีสวนสัตว์ขนาดย่อมที่เลี้ยงไก่งวงเอาไว้ ในกรง และสร้างถ้ําหินให้ด้วย แต่ถ้าเป็นในอเมริกาและแคนาดาคงจะเสร็จในวัน ขอบคุณพระเจ้าไปแล้ว แต่ถ้าชาวคริสต์ในประเทศอื่นๆ ก็ไม่ได้บริโภคไก่งวงกัน และถ้าเดินเลยกรงไก่งวงไปอีกนิด จะเป็นห้องน้ําของโบสถ์เข้าได้ฟรี

ค่าเข้าชม:  ฟรี
การเดินทาง: รถรางสาย 4 จาก Central Market ลงป้าย Ulitsa Yuliusa Fuchika / Dekabristov

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet