‘วัดลามะ’ แหล่งรวมวัฒนธรรมของชนชาติจีน

วัดลามะ

วัดลามะ
YONGHE LAMASERY 

เดินออกจากสถานีไปทิศใต้ไม่ไกลก็จะเริ่มเห็นร้านขายของพวกเครื่องไหว้ ธูปเทียน คลกมนใจได้เลยว่ามาถูกทางชัวร์ และจะมีป้ายบอกทางชื่อวัดเป็นภาษาอังกฤษร่วมคานหน้าทางเข้าวัดจะมีซุ้มประตูขนาดใหญ่ ตรงไปอาคารขายตั๋วอยู่ด้านในสุด ได้ตั๋วมาแล้วเป็นซองขนาดกะทัดรัด และที่คุ้มค่าสุดๆ คือแถม CD มาด้วยในซองให้เอาไปชมต่อที่บ้านอีกด้วย 

วัดลามะหรือวัดยงเหอกง สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เดิมเป็นพระราชวังที่จักรพรรดิคังซี (Kangxi) แห่งราชวงศ์ชิง (เทียบยุคสมเด็จพระ นารายณ์มหาราช) มอบให้พระโอรสคนที่ 4 องค์ ชายยงเฉิน (Yinzhen) ที่ต่อมาภายหลังขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์ชิงในปี ค.ศ.1722 พระองค์จึงย้ายไปประทับที่พระราชวังต้องห้ามแทน และตั้งชื่อที่นี้ว่าพระราชวังยงเหอกง และพระองค์ได้ยกครึ่งหนึ่งของวังให้เป็นวัดลามะ

ในเวลาต่อมาในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง (โอรสของจักรพรรดิยงเฉิน) ซึ่งยังไม่มีสถานที่ไหนเป็นหลักในการเผยแพร่คําสอนศาสนาพุทธทิเบตและทําพิธีทางศาสนาในเมืองปักกิ่ง พระองค์จึงรับสั่งให้เปลี่ยนจากพระราชวังทั้งหมดให้กลายเป็นวัดลามะในปี ค.ศ.1744 และเป็นตัวแทนราชสํานักแห่งราชวงศ์ชิงในราชกิจ ด้านศาสนาพุทธทิเบต ปัจจุบันวัดลามะอยู่ใน กลุ่มที่ได้รับการคุ้มครองในด้านศาสนาและ วัฒนธรรมจากรัฐบาล และเป็นวัดลามะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

ภายในวัดมีทั้งหมด 6 ศาลาเรียงจากใต้ไปเหนือ และลานกว้างสลับคั่นแต่ละศาลา ซึ่งเป็นการ ออกแบบภูมิทัศน์แบบโบราณผสมผสานศิลปะจีน ฮั่นมองโกล และทิเบต จากทางเข้าหลักจะเห็นซุ้มประตู Memorial archways สร้างในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง ลักษณะเป็นซุ้มประตู 3 โค้งปูกระเบื้อง สีเหลืองทั้ง 9 หลังคา เสาทั้ง 4 แกะสลักลวดลายมังกร และหงส์อย่างสวยงาม ตัวหนังสือที่ปรากฏบนป้ายเป็นลายพระหัตถ์ของจักรพรรดิเฉียนหลง

และเมื่อเดินผ่านซุ้มประตูจะเจอกับต้นไม้สูงใหญ่ให้ร่มเงาร่มรื่นบรรเทาอากาศที่ร้อนระอุในหน้า ร้อนได้เป็นอย่างดี อาคารทั้งสองข้างระหว่างทางเดินในอดีตเป็นที่พํานักพระรินโปเช (Rinpoches) คือพระลามะชั้นสูง และเมื่อเดินจนถึงประตูเจ้าไก่ (Zhaotai) ก็จะเป็นทางเข้าไปสู่ศาลาน้อยใหญ่ภายในวัด

จักรพรรดิยงเจิ้น

มีเรื่องเล่าว่าพระองค์ได้แอบเปลี่ยนลายพระหัถต์ของจักรพรรดิคังซีในพระราชโองการที่ให้องค์ชาย 14 (UT) ขึ้นครองราชย์เป็นองค์ ชาย 4 (TH) คือพระองค์เอง แต่เรื่องนี้ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดด้วย ในสมัยพระองค์ทรงได้พัฒนาจีนให้ก้าวหน้าอย่างมากและทรงงานอย่างขยันขันแข็งนับเป็นหนึ่งในจักรพรรดิมหาราชแห่งราชวงศ์ชิง

วัดลามะ

เวลาเปิดให้เข้าชม: พ.ย.-มี.ค. 09:0016:00 น., เม.ย. – ต.ค. 09:00-16:30 น.
ค่าเข้าชม: 25 หยวน
การเดินทาง: รถไฟใต้ดินสาย 2 และ สาย 5 ลงสถานี Yonghegong Lama Temple ทางออก C เดินต่ออีกราว 300 เมตร

  • ศาลายงเลอเหมิน

ศาลาแรกหลังจากผ่านประตูเจ้าไถ่มาลักษณะเป็นประตูทางเข้า 3 ประตู 2 หน้าต่าง ลักษณะคล้ายกลีบดอกบัว ประตูแต่ละข้างจะมีหมุดทองเหลือง 81 อัน เป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิประดับอยู่

ภายในศาลามีเทพแห่งสรวงสวรรค์ทั้ง 4 คอยปกป้องรักษาวัดอยู่ด้านข้างประตูละ 2 ตน บริเวณ เพดานประดับด้วยลวดลายภาพเขียนสีอย่างสวยงาม

  • ศาลา Imperial Stele Pavilion

อยู่ถัดจากศาลายงเหอเหมิน เป็นศาลาเล็กที่สุดในวัด มีหลังคา 2 ชั้น ทรงพิระมิดด้านในมีหลักศิลาจารึกลายพระหัตถ์จักรพรรดิเฉียนหลง จารึกถึงนโยบายการปกครองแผ่นดินและในเรื่องราวของศาสนาที่ถูกนํามาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในราชสํานักชิง

  • ศาลายงเอกง (Yonghegong)

อดีตที่ประทับขององค์ชายยงเจิ้นในเวลาคุยข้อราชการกับขุนนาง จึงมีลักษณะโอ่อ่า เคร่งขรึมสวยงามทั้งหน้าจั่ว เสาและลวดลายเขียนสีภายในเป็นลักษณะเฉพาะขอเฉพาะของศิลปะในวัง มีพระพุทธรูป 18 อรหันต์ล้อมรอบพระพุทธรูปองค์ใหญ่ พระสังกัจจายและพระโพธิสัตว์ ส่วนอาคารด้านข้างทางขวา คือ หอยา (Hall of Medicine Buddha) ส่วนด้านซ้ายคือ กงจักรธรรม (Hall of Time Wheel)

วัดลามะ

  • ศาลายงโหย่ว (Yongyou)

หรือ Hall of Eternal Blessing เคยเป็นตําหนักองค์ชายยงเงินใช้ศึกษาเล่าเรียนและ ใช้บรรทม และครั้งหนึ่งก็ใช้เป็นที่เก็บโลงพระศพเมื่อพระองค์ทรงสวรรคตในปี ค.ศ.1753 ก่อนเคลื่อนย้ายไปสุสาน Yizhou สมัยจักรพรรดิเฉียนหลงได้ใช้เป็นสถานที่จัดงานพิธีกราบไหว้บรรพบุรุษราชวงศ์ชิง แต่พอเปลี่ยนเป็นวัดลามะก็เปลี่ยนชื่อเป็นศาลายงโหย่วอีกครั้ง ด้านในมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ 3 องค์ ซึ่งชาวจีนความนับถือด้านต่างๆ และผนังด้านข้างมีรูปของพระโพธิสัตว์ตาราซึ่งเป็นที่นับถือในพุทธศาสนานิกายวัชรยานแพร่หลายในอินเดีย ทิเบต เนปาล

  • ศาลาฝ่าหลุน (Falun)

หรือDharma-wheel Hall ศาลากงล้อธรรมจักร สร้างสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง ใช้สําหรับประกอบพิธีทางศาสนาและ สวดมนต์โดยพระลามะ เป็นศาลาใหญ่ และดูสง่างามด้วยสถาปัตยกรรมผสม ผสานแบบสั่นกับทิเบต ภายในมีรูปปั้นพระสังกัปปะ (Tsongkhapa) ผู้ก่อตั้ง ศาสนาพุทธทิเบตนิกายหมวกเหลือง (Gelug) ขนาบข้างด้วยพระพุทธรูปแบบทิเบต ผนังรอบๆ มีภาพเขียนสีของพระศากยมุนี มีอ่างอาบน้ําไม้ของจักรพรรดิเฉียนหลงตอนพระชันษาได้ 3 วัน กับงานแกะสลักไม้จันทร์สีแดงขนาดใหญ่ ประดิษฐานพระพุทธรูป 500 องค์

  • ศาลาว่านฝู (Wanfo)

หรือ Pavilion of Infinite Happiness เป็นศาลาหลังสุดท้ายที่ใหญ่โตสุดในวัด สร้างในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง ไฮไลท์สําคัญคือพระศรีอริยเมตไตรย (ปางหนึ่ง ของพระพุทธเจ้าในอนาคต) สูง 26 เมตรที่แกะสลักจากไม้จันทร์สีขาวท่อนเดียว บนศีรษะสวมมงกุฏที่ประดับรูปพระพุทธเจ้า 5 องค์ พระพุทธรูปมีขนาดสูงใหญ่ ส่วนที่เห็นพ้นพื้นดินมีความสูง 18 เมตร และ ยังมีส่วนที่ฝังอยู่ในดินอีก 8 เมตรนับเป็น 1 ใน 3 ของผลงานชิ้นเอกงานแกะสลักไม้ ของวัดลามะ และถูกบันทึกในกินเนสบุ๊คใน ปี ค.ศ.1990 และยังประดิษฐานพระพุทธรูป ขนาดเล็กนับหมื่นองค์ (วัดนี้มีอีกชื่อว่า Wanfo-Pavilion of ten thousand Buddhas)

ด้านในศาลาช่างเงียบสงบและค่อนข้างจะมืดสลัว ผู้คนชาวจีนต่างกําลังกราบไหว้บูชาพระศรีอริยเมตไตรยเป็นจํานวนมาก ก่อนมาได้อ่านประวัติมาบ้างแต่พอได้มาเห็นของจริงเหมือนกาลเวลาหยุดนิ่งไป พักนึง… พระพุทธรูปมีความสูงใหญ่และ งดงามมาก ใบหน้าที่ดูเคร่งขรึม เครื่องทรง มีการแกะสลักเหมือนจริงและประดับตกแต่งด้วยหยกและหินมีค่า เป็นไฮไลท์ที่ต้องมา เยี่ยมชมกราบไหว้ให้ได้

ระเบียงด้านข้างของศาลาว่านทาง ซ้ายมีทางเชื่อมกับศาลายานสู่ย Yansui (Pavilion of Lasting peace) ส่วนทางขวา มีทางเชื่อมกับศาลา Yongkang (Pavilion of Eternal well-being) เป็นรูปแบบทาง สถาปัตยกรรมที่พบได้ยาก นิยมสร้างใน สมัยราชวงศ์จิ้นและราชวงศ์เหลียว ช่วงปี ค.ศ. 265-1125

  • โดยรอบศาลาว่านฝู

ศาลา Zhaofo สร้างสมัยจักรพรรดิคังซี ค.ศ. 1694 เคยถูกใช้เป็นห้องบูชากราบไหว้ของ พระมารดาของจักรพรรดิเฉียนหลง ด้านในมีพระพุทธรูปศากยมุนีและพระสาวก

ศาลา Suicheng หรือ Hall of Guaranteeing Peace สร้างสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง ที่น่าสนใจคือ พระพุทธรูปอินเดียโบราณ 5 องค์ที่ทั้งเครื่องแต่งกายและใบหน้ามีสีดํา แตกต่างจากพระพุทธรูปอื่นๆ

วิหาร Jietai สร้างในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง เพื่อต้อนรับ Panchen Lama Erdeni ที่ 6 ของทิเบต ซึ่งมีตําแหน่งรองจากองค์ดาไลลามะ แต่ปัจจุบันใช้เก็บโบราณวัตถุมีค่าของวัดแห่งนี้

นอกจากนี้ยังมีรูปปั้น Panchen Lama Erdeni ที่ 6 ของทิเบต ที่มาเยือนจีนเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของจักรพรรดิเฉียนหลง จึงทรงโปรดให้สร้างรูปปั้นพระลามะประทับบนประทับบนบัลลังก์แกะสลักที่ท่านลามะ Erdeni เคยใช้ยามที่ท่านมาเทศนาธรรม ส่วนของบัลลังก์ตั้งบนมุข สูง 3 ชั้นทําจากหินอ่อนแกะสลัก

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet