เที่ยวชม “พระราชฐานชั้นใน แห่งพระราชวังต้องห้าม” อีกหนึ่งสถานที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งประเทศจีน

พระราชวังต้องห้าม

พระราชฐานชั้นใน (Inner Court)

  • ตําหนักเฉียนชิงกง (Palace of Heavenly Purity)

เป็นตําหนักใช้บรรทมขององค์จักรพรรดิ ซึ่งตําหนักนี้เองจักรพรรดิฉงเจิน (Chongzhen) แห่งราชวงศ์ หมิงองค์สุดท้ายได้ดื่มเหล้าและ เขียนจดหมายด้วยหมึกแดง ก่อนฆ่าพระธิดาและนางสนมแล้วแขวนคอตนเองที่สวนจิงซานในช่วงที่กลุ่มกบฏยกกองกําลังมาประชิดเมือง

ตําหนัก สูง 20 เมตร ภายในมีบัลลังก์ของจักรพรรดิ ตรงเหนือบัลลังก์มีป้ายเขียนว่า “ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา” และยังมีห้องอ่านหนังสือ ห้องบรรทมของจักรพรรดิที่มีแท่นบรรทมถึง 27 หลัง ให้องค์จักรพรรดิ เลือกบรรทมสลับไปมาในแต่ละวัน เพื่อเลี่ยงการถูกลอบปลงพระชนม์

พระราชวังต้องห้าม

  • ตำหนักเจียวไก่เตี้ยน (Hall of Union)

ชื่อมีความหมายว่าเชื่อมต่อฟ้าดิน เพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ภายในตําหนักมีบัลลังก์ของจักรพรรดินี ไว้ทรงประทับรับการถวายพระพรในเทศกาลสําคัญต่างๆ และยังเก็บรักษาตราพระราชลัญจกร 25 ตรา แทนอํานาจของจักรพรรดิไว้ที่นี่ด้วย

  • ตําหนักคุนนิงกง (Palace of Earthly Tranquillity)

ตําหนักบรรทมของจักรพรรดินีแห่งราชวงศ์หมิง ส่วนในสมัยราชวงศ์ ซึ่งใช้ประกอบพิธีการบูชาเทพยดา และ ใช้เป็นห้องหอในพิธีอภิเษกสมรสขององค์จักรพรรดิ ในสมัยนั้นจักรพรรดิ ต้องครองราชย์ก่อนถึงจะอภิเษกสมรสได้ ปัจจุบันยังจัดวางข้าวของคงสภาพ ในพิธีอภิเษกสมรสของจักรพรรดิกวงซีว์

เป็นตําหนักเดียว ที่ติดฟิล์มกระจกเกือบมืด ผู้คนมุงจนกระจก เป็นรอยนิ้วมือเต็มไปหมด แต่ยังพอจะมอง เห็นโต๊ะ เก้าอี้ เตียง แนะนําว่าควรติดผ้าเช็ด กระจกไปด้วย

  • สวนพระราชวัง (Imperial Flower Garden)

สามารถเดินต่อมาจากพระราชฐานส่วนใน ผ่านประตูคุนหนิง (Gate of Earthly Tranquility) มาได้ สวนสร้างในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิง ภายในประกอบด้วย วัด ศาลา สวนหิน ต้นไม้โบราณและศาลาอี้ว์จิง (Hall of Imperial Peace) อยู่ด้านบนภูเขาหิน จําลองตุยจิ๋วที่ตั้งทางทิศเหนือใกล้ประตูทางออกพระราชวังต้องห้าม หินก้อนใหญ่สูง 10 เมตรนํามาจากทะเลสาบไท่หูด้านบนเป็นศาลาชมสวนในทุกคืนแรม 7 ค่ำเดือน 7 เป็น เทศกาลแห่งความรักของคนจีน จักรพรรดิ จักรพรรดินีและเหล่านางสนมจะมากราบไหว้ ดวงดาวหนุ่มเลี้ยงวัวและดาวสาวทอผ้า (ตามตํานานความรักของทั้งคู่) ในสวนแห่งนี้

ในบริเวณสวนยังมีรูปปั้น สัมฤทธิ์ของราชสีห์และคชสาร แต่ที่ดูแปลกตาคือลักษณะท่าทาง ของคชสารในท่าหมอบกราบ

พระราชวังต้องห้าม

  • หมู่ตำหนักอื่นๆ

นอกจากหมู่ตําหนักในแนวเส้นกึ่งกลางเหนือ-ใต้ ยังมีตําหนักทางด้านทิศตะวันออก และตะวันตกให้ชม และพิพิธภัณฑ์ต่างๆ สามารถเดินออกในช่วงที่อยู่ตรงพระราชฐานชั้นในก่อนจะเดินไปถึงสวนพระราชวัง

ทางเดินด้านข้างของพระราชฐานส่วนใน เป็นกําแพงอิฐสูงสีแดง ณ บริเวณนี้จะมี ทางเล็กทางน้อยที่แยกไปหมู่ตําหนักต่างๆ และมีป้ายทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีนบอกทาง ถ้ายังพอมีเวลาเหลือแนะนําให้ลองเดินชมดูรอบๆ 

ด้านตะวันออกของพระราชฐานส่วนใน มีทางออกไปสู่พระตําหนักและห้องน้อยใหญ่จํานวนมากซึ่งเป็นที่อยู่ของเหล่านางสนม ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ภาพเขียน พิพิธภัณฑ์หยกและพิพิธภัณฑ์ Palace of Eternal

  • พิพิธภัณฑ์ Palace of Eternal Harmony

อยู่ในบริเวณหอบูชาบรรพชน เก็บรักษานาฬิกาเก่าโบราณของจีน อังกฤษ และฝรั่งเศสในสมัยราชวงศ์ชิง ซึ่งในสมัยปลายราชวงศ์หมิงและต้นราชวงศ์ชิง นาฬิกาที่ใช้กลไกจากยุโรปตะวันตก เช่น อังกฤษ สวิส อิตาลี ฝรั่งเศส เริ่มเป็นที่รู้จักในราชสํานัก ด้วยมีการ ประดับตกแต่งอย่างสวยงามเป็นรูปสัตว์ ดอกไม้ ตุ๊กตา จึงเป็นที่นิยมมาก ในพิพิธภัณฑ์คัดเฉพาะไฮไลท์มาจัดแสดง และมีวิดีโอให้ชมการทํางานของกลไกภายในนาฬิกาด้วย สําหรับที่น่าสนใจ 

  • ฉาก 9 มังกร (Nine Dragon Screen)

สร้างปี ค.ศ.1771 สมัยจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง ประดับด้วยกระเบื้องสีสันสดใสยาว 31 เมตร มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศเป็นรูปมังกรทั้ง 9 ตัว ทําจากกระเบื้องเคลือบ 270 ชิ้น โดยมังกรสีเหลืองตรงกลางแทนสีของจักรพรรดิ ฉากนี้มีไว้ตามคติความเชื่อจีน คือ ปกป้องจากภูตผีปีศาจร้ายไม่ให้เข้ามาในตําหนัก

ถัดจากฉาก 9 มังกรไปทางทิศเหนือคือ ตําหนัก Imperial Zenith Hall และพระราชวัง Palace of Peaceful Longevity

ด้านตะวันตกของพระราชฐานส่วนในพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกปิด จะมีเพียง Hall of Mental Cultivation ตําหนักถูกใช้เป็นที่ประทับของจักรพรรดิยงเจิ้น (Yongzheng) และปีกทางทิศตะวันออกเคยเป็นที่ประทับจักรพรรดิผู้อี้ (Puyi) จักรพรรดิสุดท้ายของราชวงศ์ชิงที่ถูกถอดออกจากบัลลังก์เมื่อปี ค.ศ.1912 

  • กําแพงเมืองพระราชวังต้องห้าม

มีหอธนูประกอบอยู่ทั้ง 4 มุม และมีคูคลองล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน และมีกําแพงเมืองด้านนอกที่ล้อมรอบเมืองปักกิ่งอีกชั้นหนึ่ง กําแพงเคยถูกไฟไหม้ ในปี ค.ศ.1950 และ 1960 เสียหายบางส่วนและบูรณะกลับมาในสภาพเดิมทั้งหมด แต่กําแพงเมืองด้านนอกนั้นใน ปัจจุบันหายไปเกือบหมดแล้ว

  • กําแพงล้อมรอบเมืองปักกิ่ง

ในสมัยนั้นเมืองยังมีขนาดเล็กอยู่ กําแพงเริ่มสร้างในสมัยราชวงศ์จิน (ค.ศ.1155-1234) และในสมัยกุบไลข่านแห่งราชวงศ์หยวนได้สร้างกําแพงชั้นนอกล้อมอีกยาว 30 กิโลเมตร ในช่วงราชวงศ์ชิงตัวกําแพงด้านในมี 9 ประตู สูง 11.5 เมตร กว้าง 19.5 เมตร กําแพงด้าน นอกมี 7 ประตู

ภายหลังกําแพงทั้งชั้นนอก-ชั้นในถูกทําลายเพื่อสร้างถนนแทนที่พอจะเหลืออยู่ของประตูกําแพงชั้นใน คือ ประตูเฉียนเหมิน (Qianmen) กับประตูเพื่อเฉิงเหมิน (Desheng men) ส่วนประตูชั้นนอกที่เหลือ คือประตูตงเปียนเหมิน (Dongbianmen) ส่วนประตูที่ถูกทําลายไปแล้วจะนําเอาไปตั้งชื่อสถานีรถไฟใต้ดินหรือชื่อถนนวงแหวนก็ถูกตั้งตามชื่อประตูที่เคยอยู่บริเวณนั้นแทน ซึ่งรถไฟใต้ดิน สาย 2 สีน้ำเงินก็วิ่งตามแนวกําแพงเมืองเดิม

หลังจากเดินชมในพระราชวังต้องห้ามถึงเย็นราว 4 โมงครึ่ง จะสังเกตได้ว่าทางเจ้าหน้าที่จะเริ่มปิดประตูตำหนักต่างๆก่อนเวลาครึ่งชั่วโมง ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นจะต้องรีบทำเวลากันเลยโดยอาศัยการเดินตามชาวจีนกันไป  ซึ่งทางออกสุดท้ายคือ ประตูเสินอู่เหมิน (Gate of Divine prowess) ที่เมื่อข้ามถนนไปเราจะไปถึงสวนจิงซาน ถนนช่วงนี้นักท่องเที่ยวเยอะมาก เพราะเพิ่งจะออกมาจากพระราชวังเหมือนกัน และมีรถสามล้อที่คอยหานักท่องเที่ยวไปย่านหู่ทงอยู่มากมาย แต่ภารกิจวันนี้ยังไม่จบ ใครที่ได้เดินทางไปถึงพระราชวังต้องห้ามแล้ว ต้องอย่าพลาดขึ้นไปเขาจิงซานเพื่อชมพระราชวังต้องห้ามในยามเย็นกันก่อน เป็นอีกหนึ่งวิวที่หาชมได้ยากเลยทีเดียว

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet