เที่ยวชม “พระราชฐานชั้นนอก แห่งพระราชวังต้องห้าม” อีกหนึ่งสถานที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งประเทศจีน

forbidden-city

พระราชวังต้องห้าม (Forbidden City)

พระราชวังต้องห้ามหรือพระราชวังกู้กง (Gugong BoWuguan)มีขนาดใหญ่ที่สุดและ อยู่ในสภาพสมบูรณ์แบบที่สุดในประเทศจีน การก่อสร้างเริ่มต้นในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ แห่งราชวงศ์หมิงในปี ค.ศ.1406 เพียง 14 ปี ก็เสร็จสมบูรณ์ใช้แรงงานไปราวล้านกว่าคน และถูกใช้เป็นที่ประทับต่อเนื่องยาวนานของจักรพรรดิถึง 24 พระองค์ จนถึงสมัยราชวงศ์ชิง ในห้วงเวลายาวนานถึง 500 ปี จนกระทั่งในปี ค.ศ.1911 เมื่อจักรพรรดิองค์สุดท้ายผู้อื่ถูก บังคับให้สละราชสมบัติ พระราชวังจึงเป็นวังที่ไร้จักรพรรดินับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ในปี ค.ศ.1987 ได้ขึ้นทะเบียน ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของ UNESCO และในปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าชมได้ผังโครงสร้างพระราชวังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าจากทิศใต้จรดเหนือ 961 เมตร จากทิศตะวันตกจรดตะวันออก 753 เมตร มีกําแพงใหญ่สูง 10 เมตรล้อมรอบ  ส่วนคูน้ําก็ลึกถึง 6 เมตร กว้าง 52 เมตร ประตูทางเข้าอยู่ทางทิศใต้คือ “Meridian Gate” ส่วนประตูทางออกทิศเหนือ “Gate of Divine prowess” ถ้าลากเส้นระหว่างสองประตู ก็จะเป็นเส้นที่แบ่งกึ่งกลางกรุงปักกิ่งเช่นกัน

โครงสร้างตัวอาคารสร้างด้วยไม้ซุง (ไม้ Phoebe zhennan) จากป่าทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน หิน อ่อนจากเหมืองใกล้กรุงปักกิ่ง พื้นบางห้องปูด้วยอิฐทองคํา องค์ประกอบทั้งหมดของพระราชวังล้วน เป็นสถาปัตยกรรมจีนโบราณที่ยังเก็บรักษาไว้อย่างดี

 การเที่ยวชมทั้งหมดควรจะเผื่อไว้ 1 วันเต็ม แต่ถ้ามีเวลาน้อยอาจจะเดินตามเส้นทางในแนวตรงจากประตูทางทิศใต้ผ่านหมู่พระตําหนักตรงกลาง และอาจแวะตําหนักพิพิธภัณฑ์อีก 2-3 แห่ง แล้วไป ออกประตูทางทิศเหนือ ทั้งหมดนี้ก็ราวครึ่งวันได้ เพราะพระราชวังมีเนื้อที่กว้างขวางและแต่ละจุดก็มีผู้คนมุงดู อีกทั้งยังมีทัวร์ลงแน่นไม่น้อยเลยทีเดียว

เส้นทางเดินตามแนวเส้นตรงจากทางเข้า Meridian Gate ไปยังทางออก Gate of Divine prowess ประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนของพระราชฐานชั้นนอก (Outer Court) และส่วนของ พระราชฐานชั้นใน (Inner Court)

พระราชวังต้องห้าม

จากภาษาจีนว่า “Zilin Cheng” แปลว่า พระราชวังต้องห้ามสีม่วง (Purple forbidden City) มีที่มา จากความเชื่อทางดาราศาสตร์และ นิทานพื้นบ้านโบราณตํานานกล่าว ว่ากลุ่มของดาวฤกษ์ที่มีดาวเหนือ (Purple) อยู่ตรงกลางเรียกว่ากลุ่ม ดวงดาวแห่งสรวงสวรรค์เป็นที่อยู่ ของพระราชวังสีม่วง (Purple Palace) ในเมื่อความเชื่อองค์จักรพรรดิเป็น โอรสแห่งสรวงสวรรค์ จึงนําเอาจากภาษาจีนว่า และคําว่าต้อง ทางวัฒนธรรมของ UNESCO และในปัจจุบันได้ | ห้ามก็หมายถึงห้ามใครเข้า-ออกถ้า กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าชมได้ไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตจากองค์จักรพรรดิ   

จักรพรรดิหย่งเล่อ (ค.ศ.1360-1424) 

จักรพรรดิองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์  หมิงได้ย้ายเมืองหลวงจากหนานจิง  (นานกิง) มาอยู่ที่ปักกิ่ง และให้สร้าง  พระราชวังต้องห้าม แต่พระองค์ ได้ประทับที่วังแห่งนี้ไม่เกิน 4 ปี  เนื่องจากต้องทําศึกสงครามกับ กองทัพมองโกลอยู่หลายครั้ง

forbidden-city

เวลาเปิดบริการ: เม.ย. – 31 ต.ค. 08:30-17:00 น. (High Season), 1 พ.ย.-31 มี.ค. 08:30-16:30 น. (Low Season) ต้องซื้อตัวเข้าชมก่อนเวลาปิดอย่างน้อย 50 นาที
ค่าบริการ: High Season 60 หยวน, Low Season 40 หยวน บทขายตัว ด้านหน้าประตู Meridian Gate หรือประตูคู่เหมิน (Wu Men) และขายออนไลน์ (แต่เว็บยังเป็นภาษาจีน) ตัวชมห้อง Treasury Gallery (อยู่ใน Palace of Tranquil Longevity) และ Clock and Watch Gallery (อยู่ใน Hall for Ancestry Worship) มีจําหน่ายแยกที่หน้าห้องพิพิธภัณฑ์แห่งละ10หยวน
การเดินทาง: รถไฟใต้ดินสาย 1 สีแดง Tiananmen east หรือ Tiananmen We

-พระราชฐานชั้นนอก-

  • ประตู Meridian หรือประตูอู่เหมิน (Meridian Gate / Wu Men)

อยู่ทางทิศใต้ใกล้กับประตูเทียนอันเหมิน ตามความเชื่อที่ว่าพระราชวังคือศูนย์กลางของจักรวาลสรวงสวรรค์ เส้นที่ลากผ่านกึ่งกลางคือเส้นศูนย์สูตร (Meridian) ประตูจึงมีชื่อเรียกตามนี้ ที่ประตูมีหมู่อาคาร 5 หลังชื่อว่า wufenglou หรือ 5 หอคอยนกฟีนิกซ์ หนึ่งในนั้นคือ หอกลอง จะถูกตีเมื่อ จักรพรรดิเสด็จไปหอเทียนถาน (Temple of Heaven) หอระฆัง ถูกตีเมื่อจักรพรรดิเสด็จไปหอบรรพชน (Ancestor Temple) ซึ่งทั้งกลองและระฆังจะตีพร้อมกันเมื่อจักรพรรดิออกว่า ราชการที่ตําหนักไม่เหอเตียน (Hall of Supreme Harmony)

จากทางเข้าประตูคู่เหมิน ช่องประตูใหญ่ตรงกลางเป็น ทางเสด็จของจักรพรรดิแม้แต่จักรพรรดินียังมีโอกาสผ่าน ประตูนี้แค่ครั้งเดียว คือ วันอภิเษกสมรส แต่ที่พิเศษกว่า นั้นคือผู้ที่ทําคะแนนสอบจอหงวนคะแนนสูงสุด 3 คนแรก จะได้ผ่านเข้าประตูนี้เพื่อเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ ส่วนประตู เล็กทิศตะวันตกสําหรับสมาชิกราชวงศ์และทิศตะวันออก สําหรับขุนนาง ประตูที่เหลือสําหรับข้าราชการทั่วไป และ บริเวณลานหน้าประตูนี้เคยมีการทําโทษขุนนางที่ทําผิดโดย การเฆี่ยนตีเช่นกัน

Note:

ประตูทางเข้าในพระราชวังมี ลักษณะสีแดงและมีหมุดกลม ทองเหลืองประดับประตูมีจํานวน 9 แถวแถวละ 9 อันจํานวน 81 หมุดกลม ซึ่งเลขคี่คือหยางในคติ ความเชื่อหยิน-หยางของชาวจีน และหยางมีความหมายถึงความ กล้าหาญหรือจักรพรรดิ มักจะ พบสิ่งประดับจํานวนเลขที่ใน สถาปัตยกรรมอย่างเช่นห้องใน พระราชวังต้องห้าม 9,999 ห้อง

ถ้าพอมีเวลาลองแวะดู..ประตูอู่เหมิน มีบันไดให้เดินขึ้นไปชมบนป้อมประตูที่สําคัญ มันฟรีเช่นกัน สามารถเห็นลานกว้างด้านนอก พระราชวังอย่างชัดเจน วันที่ไปมีนิทรรศการให้ชมอยู่ด้านบนป้อม ในหัวข้อ “Maritime Silk Road” เส้นทางเดินเรือสายไหม นิทรรศการจัดแสดงของมีค่าของเก่าโบราณ ในยุคสมัยการค้าทางทะเลของจีนกับประเทศตะวันตก พร้อมระบบแสงสีจัดเต็มภายใต้แอร์เย็นฉ่ำ (นิทรรศการอาจหมุนเวียนสลับกันไป)

เมื่อเดินไปอีกห้องโถงนับว่าเป็นโชคดีมากๆ เพราะยังมีนิทรรศการ เมืองเก่าของอัฟกานิสถาน เชื่อมต่อกัน (คงยากที่จะหาโอกาสได้ไปประเทศนี้จริงๆ) ซึ่งอัฟกานิสถาน เองก็มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนานร่วม 5,000 ปี ในปี ค.ศ.1978 ได้มีนักโบราณคดีชาวรัสเซีย Viktor ได้ค้นพบหลุมศพหลายหลุมทางตอนเหนือของอัฟกานิสถาน ที่มีเครื่องประดับทองคําร่วม 21,618 ชิ้น นับว่าเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก ในช่วงเริ่มต้นของเส้นทางสายไหมตรงกับสมัยราชวงศ์ฮัน จีน และอัฟกานิสถานได้ทําการค้าขายกัน เหตุผลอีกอย่างคือประเทศนี้ยังตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเส้นทางการค้าจากจีนไปยังอินเดีย กรีก โรมันและอียิปต์อีกด้วย ซึ่งสินค้าที่ขายในเส้นทางสายไหมจํานวนมากถูกขุดพบในเมืองเล็กๆชื่อว่า Begram ซึ่งนํามาจัดแสดงครั้งนี้

  • คลองจินสุ่ย (Golden Water)

หลังจากชมนิทรรศการเสร็จ ด้านหลังประตูคู่เหมินจะพบคลองจินสู่ย คลองที่ถูกขุดภายในพระราชวังจากทิศตะวันออก ไปตะวันตกและเชื่อมกับคลองที่ล้อมรอบกําแพงวัง เมื่อผ่านเข้ามาจากประตูอู่เหมินจะเห็นสะพานหินอ่อนสีขาวทั้ง 5 พาดข้ามลําคลองดุจดังคุณธรรมทั้ง 5 คือ มนุษยธรรม ความยุติธรรม จารีต ปัญญา และความซื่อสัตย์ ซึ่งการออกแบบคูคลอง และสะพานหินอ่อนเลียนแบบเข็มขัดหยก ของเหล่าขุนนางในสมัยนั้น หลังจากข้ามสะพานหินอ่อนก็จะถึงประตูไปเหอเหมิน

  • ประตูไท่เหอเหมิน (Gate of Supreme Harmony : Taihe Men)

ประตูนี้ใช้ต้อนรับอาคันตุกะและ จัดงานเลี้ยงในสมัยราชวงศ์ชิง อาคารมีหลังคา 2 ชั้นสูง 24 เมตร บริเวณหน้าทางขึ้นจะมี รูปปั้นสิงโตทองสัมฤทธิ์อยู่ หนึ่งคู่ (เพศชายจะตะปบ ลูกบอลและเพศเมียจะมี ลูกสิงโตใต้อุ้งเท้า)

  • ตําหนักไท่เหอเตี้ยน (Hall of Supreme Harmony)

พระตําหนักใหญ่ที่สุดในพระราชวังต้องห้ามใช้ประกอบพระราชพิธีสําคัญ เช่น การขึ้นครองราชย์ ของจักรพรรดิ ตัวอาคารมีหลังคา 2 ชั้น ที่มุมชายหลังคามีรูปปั้นเทพตามความเชื่อคติจีน หน้าที่คือ เป็นท่อลําเลียงน้ำในกรณีเกิดเพลิงไหม้ ด้านหน้ามีบันไดหินอ่อนตรงกลางที่สลักลวดลายมังกรที่อุ้งเท้า ตะปบไข่มุกท่ามกลางหมู่เมฆ (บันไดศิลามังกรดั้นเมฆ) ทางเดินนี้มีไว้สําหรับองค์จักรพรรดิเสด็จเท่านั้น ว่ากันว่าใช้แรงงานนับหมื่นในการชักลากศิลาขนาดใหญ่ และต้องนํามาในช่วงหนาวจัดที่พื้นถูกหิมะทับถมเป็นน้ำแข็งเท่านั้น โดยเอาน้ำราดพื้นให้ลื่นเพื่อให้ชักลาก มีลักษณะผสมผสานระหว่าง ง่ายขึ้น ลานด้านหน้าตําหนักเป็นที่เข้าเฝ้าของขุนนาง ทหารและพลเรือน โดยทุกวันที่ 1 และ 15 ทุกเดือน วัว เกล็ดตามผิว จะมีพิธีโขกศีรษะคํานับของเหล่าขุนนางทั้งหลายที่ลานโล่งด้านหน้าที่จผู้คนได้นับหมื่น

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet