PART 1 : ไปซานฟรานซิสโก เที่ยวที่ไหนดี

san-francisco-2

– Union Square –

ยูเนียนสแควร์ จัตุรัสใหญ่ใจกลางซานฟรานซิสโก ตั้งอยู่ริมถนน Powell นักท่องเที่ยวที่มาครั้งแรกมักไปถ่ายรูปเช็คอินกับรูปหัวใจตรงหัวมุมจัตุรัสทั้ง 4 ด้าน

ตรงกลางมีเสาคอลัมน์เป็นอนุสรณ์สถาน The Dewey Monนment ยอดบนสุดประดับด้วยรูปปั้นเทพแห่งชัยชนะถือช่อมะกอก เพื่อระลึกถึงชัยชนะเหนือกองเรือสเปนที่อ่าวมะนิลา ฟิลิปปินส์ เมื่อปี ค.ศ.1898 จากการนําของนายพล George Dewey ซึ่งในขณะนั้นเกิด สงครามที่เรียกว่า Spanish-American War ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ราว 3 เดือนครึ่งในปี 1898

san-francisco-2

บริเวณจัตุรัสมักใช้เป็นสถานที่จัดงานออกร้าน งานเทศกาลของเมือง ในช่วงที่ไม่มีงานก็จะมีตลาดนัดผลัดเปลี่ยนกันไปตลอดทั้งปี มีแผงขายงานศิลปะ ช่วง 2 เย็นๆ มีศิลปินนักดนตรีตั้งวงกลางแจ้งบรรเลงเพลงให้ความเพลิดเพลินกับผู้ผ่านไปมา

ส่วนรอบๆมีห้างสรรพสินค้า โรงแรมและตึกสูงล้อมรอบอยู่ทุกด้าน ทางทิศใต้เป็นที่ตั้งห้าง Macy’s ห้างสรรพสินค้าใหญ่มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศไปเมืองไหนก็เห็น นอกจากสินค้าในห้างแล้ว สิ่งที่น่าสนใจของที่นี่คือ บนชั้น 7 มีร้านอาหารชื่อดัง Cheesecake Factory มีเมนูให้เลือกหลากหลาย ที่สําคัญกว่านั้นคือ มีชีสเค้กให้เลือกชิมหลากหลายรสชาติ จะซื้อทานในร้านหรือสั่งให้ใส่กล่องก็ได้ ก่อนจากมาอย่าลืมออกไปชมวิวมุมสูงจากระเบียง ซึ่งจะเห็นจัตุรัสยูเนียนและอาคารสูงรอบๆได้อย่างสวยงาม 

จากยูเนียนสแควร์ หากไม่นั่งรถเมล์ไปก็สามารถเดินไปไชน่าทาวน์ได้ ระหว่างทางผ่านร้าน รางและช้อปแบรนด์เนม ซึ่งส่วนใหญ่รวมกันอยู่บนถนน Geary St., Grant Ave Kearnu 4 เป็นต้น นอกจากนี้ยูเนียนสแควร์ยังมีรถเมล์ผ่านหลายสาย รวมทั้งเคเบิลคาร์อาจไปดักรอเพื่อไปเที่ยวยังที่ต่างๆ ได้

-Powell & Market Street-

ถนนเพาเวลล์ ตัดตรงจากสถานี Powell ขึ้นไปทางเหนือผ่านยูเนียนสแควร์ บนถนนเส้นนี้และรอบๆจัตุรัส มีโรงแรมตั้งกระจายอยู่โดยทั่วไปทุกระดับราคา ถือเป็นย่านที่พักยอดนิยมของนักท่องเที่ยวเลยทีเดียว เพราะมีสิ่งอํานวยความสะดวกทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร หลากหลาย ร้านค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และศูนย์กลางการเดินทาง ผู้คนจึงขวักไขวตั้งแต่เช้ายันดึก

ส่วนถนนมาร์เก็ตนั้น เป็นถนนสายหลักของเมืองเลยก็ว่าได้ และยังทําหน้าที่แบ่งตัวเมือง ออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งเหนือเรียก NOMA (North of Market) ฝั่งใต้เรียก SOMA (South of Market) โดยมีถนนแยกย่อยออกไป ทางฝั่งใต้จํากันง่ายๆ ตั้งแต่ถนน 1st St., 2nd St. 3rd St. ไล่เรียงไปเรื่อยๆ 

ถนนมาร์เก็ตนั้นมีรถเมล์ รถรางสาย F และ Muni Metro วิ่งผ่านหลายสาย ถ้าหลงให้หาทางไปถนนมาร์เก็ต รับรองว่าถึงบางอ้อ และระหว่างสถานี Powell กับ Montgomery มีศูนย์การค้าใหญ่ชื่อ Westfield สูง 10 ชั้น ซึ่งภายในเป็นที่ตั้งห้างสรรพสินค้า Nordstrom อยู่ชั้น บนๆ ที่เหลือเป็นพื้นที่ของ Blomingdales ริมถนนยังมีซูเปอร์มาร์เก็ตแบรนด์ดังอย่าง Walgreens, 7-Eleven และ Daiso

– Cable Cars –

การนั่งเคเบิลคาร์เป็นประสบการณ์ที่ต้องลองเมื่อได้ไปเยือน SF ทุกๆเช้านักท่องเที่ยว จะไปเข้าแถวรอขึ้นอยู่ตรงสถานีต้นทาง พร้อมกับการชมการหมุนรถกลับ (Turnaround) ซึ่งก็ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีอะไรมากมาย ใช้แรงคนนี่แหละในการดันรถให้หันหัวกลับ โดยเคเบิลคาร์นี้ไม่ได้มี เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนรถ เขาใช้สายเคเบิลใต้ดินขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เซนติเมตรในการ ดึงรถให้เคลื่อนขึ้นลงไปตามถนนสูงๆต่ำๆ ของซานฟรานซิสโก คนขับมีหน้าที่บังคับคันโยกให้ไป ข้างหน้าและจอดสัญญาณขอทางก็ใช้วิธีการสั่นระฆัง เราสามารถขึ้นลงเคเบิลคาร์ได้ทุกๆ หัวมุมถนน ถ้าจะให้ได้บรรยากาศไม่ต้องนั่งให้ยืนโหนเอา ซึ่งไม่ได้ผิดกติกา ผิดกฏจราจรแต่ ประการใด แต่ตอนลงให้ระวังรถเพราะเคเบิลคาร์นวิ่งอยู่กลางถนนเลยทีเดียว

SF เคเบิลคาร์ เป็นการขนส่งที่ไม่มีเมืองใดเหมือน เปิดให้บริการเมื่อรถต่างๆพัฒนาขึ้น มีความพยายามจะยกเลิกด้วยการแทนที่เส้นทางยอม เพราะต่างผูกพันขอไว้ให้เป็นไอคอนอยู่คู่ซานฟรานซิสโกต่อไป โดย เคเบิลคาร์มีอยู่ 3 สายดังนี้

  • California Street Line ต้นทางอยู่ใกล้สถานี Embarcadero วิ่งตรงขึ้นเนินไปตาม ถนน California ผ่านไชน่าทาวน์ โบสถ์เกรซ (Grace Cathedral) บนเนินเขา Nob Hill เป็น เคเบิลคาร์สายแรกของเมือง เปิดให้บริการเมื่อปี ค.ศ.1878
  • Powell-Mason ต้นทางอยู่ใกล้สถานี Powell แล้ววิ่งไปตามถนน Powell เลี้ยวเข้า ถนน Mason ไปสิ้นสุดที่สถานีปลายทางใกล้ Fisherman’s Wharf เปิดให้บริการเมื่อปี 1888
  • Powell-Hyde เปิดให้บริการเมื่อปี 1957 ต้นทางอยู่ที่เดียวกับสาย Powell-Mason แต่จะเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Jackson แล้วเบนหัวขึ้นไปตามถนน Hyde ไปสิ้นสุดที่ Ghirardelli Square นักท่องเที่ยวมักแวะลง Lombard Street ก่อนถึงสถานีปลายทาง

ด้วยความเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวช่วงเช้าๆ แถวรอขึ้นรถอาจยาวเฟื้อย คันไหนมากขึ้นๆ ไปเถอะ เพราะปลายทางของทั้ง 2 สายหลัง สามารถเดินถึงกันได้ไม่ไกลมากนัก ปัจจุบันเส้นทางเคเบิลคาร์ของทั้ง 3 สายมีระยะทาง 16 กิโลเมตร มีรถให้บริการรวม 40 คัน

หากสนใจประวัติความเป็นมาและกรรมวิธีการเดินรถแบบใกล้ชิด ขอแนะนําให้ไปชม ที่ Cable Car Museum ตรงหัวมุมถนน Washington ตัดกับถนน Mason

สอบถามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.sfcablecar.com

-Historic Street Cars-

นอกจากเคเบิลคาร์แล้ว ซานฟรานซิสโกยังมีรถรางสายประวัติศาสตร์ นั่นคือ สาย F วิ่งระหว่าง Castro ตามถนน Market แล้วเลี้ยวซ้ายเลียบท่าเรือไปตามถนน The Embarcadero ไปสิ้นสุดที่ Fisherman’s Wharf

เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อปี 1915 เป็นเวลา กว่า 100 ปีแล้ว หลังจากนั้นก็มีสายอื่นๆตามมา และได้ ทยอยเปลี่ยนรถรุ่นใหม่ แต่ F Line ชาวเมืองยังอนุรักษ์ไว้ได้จนถึงปัจจุบัน เป็นพาหนะอีกอย่างที่ต้องหาโอกาสนั่ง แม้คนขับจะแสนใจเย็นค่อยๆ ขับไปเหมือนเต่าคลานก็ตามที

หากสนใจเรื่องราวของสตรีทคาร์ ขอเชิญไปชม ได้ที่ Railway Museum ใกล้ๆ กับ Ferry Building ซึ่งเปิด ให้ชมฟรีด้วย

– Fisherman’s Wharf –

ฟิชเชอร์แมนส์วอร์ฟ เป็นท่าเรือแห่งแรกของซานฟรานซิสโก ชาวอิตาลีเข้ามาตั้ง ชุมชนทําอาชีพประมงเป็นพวกแรกตั้งแต่ยุคตื่นทอง จนกระทั่งถึงยุค 1970-80 ท่าเรือเริ่ม เจริญขึ้นจากการมีสถานที่ท่องเที่ยว ร้านค้า ร้านอาหารเข้าไปตั้งอยู่รอบๆ ท่าเรือ ปัจจุบันได้ กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันมีชื่อเสียง มีหลายสิ่งอย่างให้ได้ไปเยี่ยมชมในบรรยากาศแบบสบายๆ เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องไปให้ได้เลยก็ว่าได้

หากไม่นั่งเคเบิลคาร์ก็นั่งรถรางสาย F ไปก็ถึงเหมือนกัน มีป้าย Fisherman’s Wharf of San Francisco ตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเด่น บริเวณนี้มีร้านอาหารรวมกันอยู่หลายร้าน ส่วน ใหญ่ขายอาหารทะเล เช่น คอกเทลกุ้งหอยปูปลา แต่ที่น่าลิ้มลองก็คือ ซุปครีมหอยลาย (Clam Chowder) ซึ่งมีแยกขายหลายขนาด แต่ถ้าจะเอาให้ครบสูตรต้องสั่งใส่ถ้วย ขนมปังเปรี้ยว (Sour Dough) โดยขนมปังที่ว่าจะออกรสเปรี้ยว ซึ่งเป็นรสชาติปกติไม่ใช่ขนมปังเสียนะครับ

นอกจากนี้ยังสามารถสั่งแซนด์วิชสอดไส้ อาหารทะเลชนิดต่างๆได้ โดยขนมปังที่นํามาทํา แซนด์วิชก็เป็นขนมปังเปรี้ยวเหมือนกัน

  • ชมสิงโตทะเลที่ท่าเรือ 39

ลองเมนเด็ดของฟิชเชอร์แมนส์วอร์ฟเสร็จก็ได้เวลาสํารวจท่าเรือต่อ จดหมายต่อไปคือ ท่าเรือ 39 (Pier39) อันดับแรกเลยให้ตามกลิ่นตุๆ เค็มๆ แบบทะเลไปก็จะเห็นฝูงสิงโตทะเล (Sea Lions) มากมาย หลายร้อยตัวนอนอาบแดดอยู่บนโป๊ะลอยน้ำ ฝูงสิงโตทะเลเหล่านี้ – ด้ามาใช้ที่นี่เป็นที่พักพิงราวปี 1990 ภายหลังซานฟรานซิสโก

บดินไหวเมื่อปี 1989 โดยในช่วงฤดูหนาวจะมีจํานวนมาก 4 8 1 300 ตัว กลายเป็นสัญลักษณ์ของ Pier 39 ไปโดยปริยาย

  • Boudin ร้านต้นตํารับทขนมปังเปรี้ยว

Boudin Bakery ถือว่าเป็นร้านต้นตํารับขนมปังเปรี้ยว ที่แตกต่างจากร้านริมทางก็คือขนมปังของที่นี่จะปั้นเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เช่น ปู ปลา หมี จระเข้ แต่ถ้าจะสั่งกับซุปครีมหอยลาย ก็ยังเป็นขนมปังก้อนกลมแบบร้านอื่นๆ ราคาแพงกว่าร้านที่ผ่านมาเล็กน้อย เพราะถือว่าเป็นร้านต้นตํารับและมีที่นั่งให้รับประทาน แถมยังมีห้องกระจกโชว์ให้เห็นกรรมวิธีการผลิตอีกด้วยหากติดใจยังมีซุปครีมหอยลายบรรจุกระป๋อง ผลิตภัณฑ์และของที่ระลึกให้ซื้อติดไม้ ติดมือกลับไปด้วย

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet