ทำความรู้จักกับประเทศที่ ‘สหรัฐอเมริกา’

usa

ทำความรู้จักกับ สหรัฐอเมริกา

เชื่อว่าในหมู่นักเดินทางส่วนใหญ่มีประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นจุดหมายในฝันที่ต้องไปเยือนให้ได้ในชีวิตนี้ อาจจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ไม่ว่าจะเป็นความประทับใจความฝังใจกับภาพความยิ่งใหญ่ของประติมากรรมธรรมชาติ บทเพลง ภาพยนตร์ ผู้คน เทคโนโลยี กีฬา หรือ ความเป็นมหาอํานาจที่แสดงออกถึงความเป็นเจ้าโลกของผู้นําประเทศ

แผ่นดินสหรัฐอเมริกานั้นกว้างใหญ่เกินกว่าที่จะเที่ยวได้ในครั้งเดียว ประกอบด้วย 50 มลรัฐ พื้นที่ราว 9.5 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกรองจากรัสเซีย แคนาดาและจีน ฝั่งตะวันออก กับฝั่งตะวันตกห่างกันราว 4,500 กิโลเมตร 4 เขตเวลา มี 2 รัฐ แยกตัวห่างออกไป คือ รัฐอะลาสก้า (Alaska) และรัฐฮาวาย (Hawai) กลางมหาสมุทรแปซิฟิค

โดยมี “วอชิงตัน ดี.ซี.” (Washington D.C.) เป็นเมืองหลวงของประเทศ แต่ละรัฐอาจมีกฎหมาย ข้อกําหนดและ อัตราภาษีที่แตกต่างกัน รวมทั้งภาษาในการสื่อสาร แต่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้กันมากที่สุด

อเมริกามีประชากรประมาณ 300 ล้านคน ประกอบด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติที่อพยพเข้าไปตั้งรกรากตั้งแต่ยุคอาณานิคมราว 200-300 ปีที่ผ่านมา เป็นชาวยุโรปมากถึง 71 % นอกนั้นเป็นชาวอเมริกาใต้ อเมริกากลาง แอฟริกัน และชาวเอเชีย นับว่าเป็นประเทศที่มีผู้คนหลากเชื้อชาติมากที่สุดในโลก บางครั้งชื่อเมืองในสหรัฐอเมริกา จึงมีชื่อเหมือนเมืองในอังกฤษ เมืองในยุโรปหรือเมืองอื่นๆทั่วโลก สื่อความหมายง่ายๆว่าชนชาติใดไปตั้งถิ่นฐานในบริเวณนั้นเป็นพวกแรก

ชนชาติแรกๆที่อพยพไปอเมริกาคือ ชาวอังกฤษ โดยรวมกันอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝั่งตะวันออก หลังจากนั้นชาวดัตช์ ฝรั่งเศส สเปน เยอรมัน จึงตามเข้าไป โดยพาชาวแอฟริกันไปเป็นทาส ส่วนชาวเอเชียมักอพยพไปเป็นผู้ใช้แรงงานหรือลูกจ้างรับค่าแรงราคา อเมริกายังได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่รับผู้อพยพมากที่สุดในโลกในแต่ละปี รับผู้อพยพมากกว่า 700,000 คน

อย่างไรก็ตามผู้ที่เป็นเจ้าของผืนดินอันเวิ้งว้าง ห่างไกลแห่งนี้ก่อนที่ผู้คนจะอพยพเข้าไปก็คือ “ชาวอินเดียนแดง” (Red Indian) โดยประมาณการว่าพวกเขาอยู่ที่นี่นานกว่า 15,000 ปีมาแล้ว เหตุที่เรียกพวกเขาว่าอินเดียนแดงนั้น เกิดจากความเข้าใจผิดของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้นพบทวีปอเมริกา เข้าใจผิดคิดว่าที่นี่คืออินเดีย ปัจจุบันไม่ใช้คํานี้แล้ว แต่จะใช้คําว่า Native American แทน ซึ่งก็คือชนพื้นเมืองที่มีหลากหลายเผ่า

usa

ปัจจุบันยังมีชาวอเมริกันพื้นเมืองนี้อยู่ราว 2 ล้านคน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย แอริโซนา โอคลาโฮมา และนิวเม็กซิโก (อย่างในทริปนี้เรามีโอกาสได้เห็นชาวอินเดียนแดงเมื่อตอนไปเที่ยวแกรนด์แคนยอน)

ด้วยความแตกต่างเหล่านี้ทําให้อเมริกาเป็นประเทศที่เที่ยวสนุก อาหารหลากหลาย วัฒนธรรมประเพณี ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวในดินแดนแห่งเสรีภาพของทุกๆ สิ่งในประเทศนี้ ที่แสดงออกได้อย่างเต็มที่ตราบใดที่ไม่ไปทําให้ผู้อื่นเดือดร้อน

ก่อนจะมาเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ภายหลังจาก “คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส” เข้ามาพบทวีปอเมริกาโดยบังเอิญในปี 1992 หลังจากนั้นชาวยุโรปก็อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานมากขึ้น เรื่อยๆ โดยมีอาณานิคมของอังกฤษมากที่สุด 13 อาณานิคม รองลงมาคือสเปนและฝรั่งเศส

ในยุคนั้นอังกฤษปกครองอเมริกาในฐานะเมืองขึ้น และเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงลิ่ว จนทําให้เกิดความขัดแย้งกับเจ้าอาณานิคม เป็นชนวนให้เกิดสงครามปฏิวัติอเมริกา (American Revolution) จากการที่คนบางกลุ่มพยายามแยกตัวก่อตั้งประเทศใหม่

ขึ้นใน ปี 1775 โดยมีนายทหารหนุ่มนามว่า “จอร์จ วอชิงตัน” ตัวแทนจากอาณานิคมเวอร์จิเนีย เป็นผู้บัญชาการรบ จนสามารถขับไล่กองทัพอังกฤษออกไปได้ และกล่าวประกาศอิสรภาพ ก่อตั้งประเทศใหม่ในชื่อ United States of America ที่ร่างโดย โทมัส เจฟเฟอร์สัน” ในวันที่ 4 กรกฎาคม 1776 ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย ซึ่งได้ตั้งให้เป็นเมืองหลวงชั่วคราวด้วย และ ต่อมากําหนดให้วันที่ 4 กรกฎาคมของทุกปีถือเป็นวันชาติสหรัฐอเมริกาด้วย

การต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมอังกฤษยังยืดเยื้อต่อมาอีก 4-5 ปี ในที่สุดอังกฤษก็ยอมแพ้และยอมรับประเทศใหม่ “สหรัฐอเมริกา” ในดินแดนประชาธิปไตยแห่งนี้เมื่อวันที่ 30 เมษายน 1781 หลังจากนั้นจึงมีการผ่านร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิกในรัฐสภาได้ลงเสียง เลือกตั้งให้ “จอร์จ วอชิงตัน” เป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ

หลังจากนั้นอเมริกาก็เริ่มขยายอาณาเขตประเทศออกไปเรื่อยๆในรูปแบบการเซ็นสนธิสัญญา การซื้อดินแดนและบางครั้งก็ทําสงคราม จํานวนรัฐจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น ปี 1803 ซื้อรัฐลุยเซียนาจากฝรั่งเศส 15 ล้านดอลลาร์

  • ปี 1819 ซื้อฟลอริดาจากสเปน 5 ล้านดอลลาร์ • ปี 1848 เข้ายึดแอริโซนา แคลิฟอร์เนีย เนวาดา ยูทาห์ โคโลราโดและนิวเม็กซิโก จากการทําสงครามกับประเทศเม็กซิโก
  • ปี 1867 ซื้ออะลาสกาจากรัสเซีย • ปี 1898 เกาะฮาวาย เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

หลังจากประกาศอิสรภาพได้เกือบร้อยปี อเมริกาเกิดสงครามกลางเมือง (American Civil War) อันเนื่องมาจากความขัดแย้งของคนทางเหนือที่ต้องการยกเลิก

– เบทาส ในขณะที่คนแถบทางใต้ที่กําลังเจริญรุ่งเรืองจากอุตสาหกรรมฝ้าย ต้องการงานจํานวนมาก ทําให้เกิดการสู้รบของทั้งสองฝ่าย ในที่สุดกองกําลังทางเหนือนํา อับราฮัม ลินคอล์น ได้รับชัยชนะและยกเลิกระบบทาสได้ในปี ค.ศ.1865 และหลังจากนั้นลินคอล์นก็ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกาภายใต้แนวคิดเรื่อง ประชาธิปไตยว่า “การปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน”ธงชาติสมัยเป็นเมืองขึ้น 

ธงชาติอเมริกา The Stars and Stripes

กว่าจะมาเป็นธงชาติอเมริกาตามที่เราเห็นในปัจจุบัน มีการปรับเปลี่ยนมาหลายครั้งกว่า 48 แบบ ตั้งแต่ยุคที่เป็นเมืองขึ้น โดยจํานวนดาวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีการรวมรัฐต่างๆ เข้ามาจาก 13 รัฐเป็น 50 รัฐในปัจจุบัน ส่วนจํานวนแถบขาวแดง 13 เส้นนั้น เป็นตัวแทนรัฐทั้ง 13 เมื่อครั้งประกาศอิสรภาพ ธงชาติอเมริกา มีชื่อเรียกว่า The Stars and Stripes แปลว่า ดวงดาวและลาย ทาง คนอเมริกันรักธงชาติของพวกเขามาก ดังจะเห็นได้จากธงชาติ ตามอาคารบ้านเรือน หรือแม้กระทั่งบนเสื้อผ้า บางครั้งเราอาจเห็น กางกางในลายธงชาติก็ไม่เป็นเรื่องแปลกและไม่มีใครว่าสําหรับ ประเทศนี้ นอกจากนี้แต่ละรัฐยังมีธงของตัวเองอีกด้วย

แต่ละรัฐของอเมริกา เปรียบเสมือนหนึ่งประเทศ มีอาณาเขต กฎหมาย ที่ทําการรัฐ สมาชิกสภา ศาลและระบบภาษีเป็นของตนเอง โดยการรวมกันอยู่นี้เรียกว่า สหพันธรัฐ (Federal Constitution) ภายใต้รัฐบาลกลางและรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน หากกฎหมายของแต่ละรัฐขัดแย้งกัน จะยึดรัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐเป็นหลัก โดยมีกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นเมืองหลวงของประเทศ ไม่ขึ้นอยู่กับรัฐใด

อเมริกายังถือเป็นประเทศต้นแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีประธานาธิบดี จากการเลือกตั้งเป็นประมุขของประเทศ จวบจนถึงปัจจุบัน สหรัฐอเมริกามีประธานาธิบดีมาแล้ว 45 คน และช่วงปลายปี 2016 ก็กําลังมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่

ด้วยเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่มาก การเดินทางไปมาหาสู่กันของแต่ละเมืองจึงค่อนข้างลําบาก ประชาชนพลเมืองของประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป ผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้นพบวิทยาการ ใหม่ๆ จึงได้ศึกษาค้นคว้าสิ่งอํานวยความสะดวกในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบสื่อสาร รถยนต์ รถไฟ เครื่องบิน ล้วนมีจุดกําเนิดในอเมริกาทั้งสิ้น สหรัฐอเมริกาจึงเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้คนเริ่มมีการเคลื่อนย้ายไปมาหาสู่กันมากยิ่งขึ้น

เมืองเล็กๆทางตะวันตกอย่างซานฟรานซิสโก ลอสแองเจลิส หรือซีแอตเทิล ได้พัฒนากลายเป็นเมืองใหญ่ กลายเป็นประเทศมหาอํานาจทั้งด้าน การเมือง เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี อวกาศ การศึกษา ศิลปะ ดนตรี กีฬา ภาพยนตร์ การเดินทางและการท่องเที่ยว ภายในช่วงเวลาราว 200 ปีหลังจากประกาศอิสรภาพ เป็นประเทศเกิดใหม่ที่เจริญรุ่งเรืองรวดเร็วที่สุด กลายเป็นดินแดนแห่งโอกาส แรงบันดาลใจ เสรีภาพของผู้คน และเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของนักเดินทางจากทั่วโลกที่ต้องการไปเยือนดินแดนแห่งนี้ให้ได้สักครั้งหรือหลายๆครั้งในชีวิต

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet