กิจกรรมที่น่าสนใจเมื่อไปเที่ยวแคนนาดา

canada

กิจกรรมที่น่าสนใจเมื่อไปเที่ยวแคนนาดา

  1. นั่งเรือ Maid of the Mist ชมน้ำตกไนแอการา

แน่นอนที่สุดว่าน้ำตกไนแอการาเปรียบเสมือนสัญลักษณ์สําคัญของประเทศแคนาดา ด้วยความโดดเด่นที่เป็นน้ำตกใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนปีละมากกว่า 10 ล้านคน และเป็นน้ำตกที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก ซึ่งน้ำตกแห่งนี้เกิดจากแม่น้ำไนแอการาที่ไหลเทลงมาจากหน้าผาหินปูน รวมกับน้ำจากทะเลสาบออนแทรีโอ ด้วยปริมาณน้ำจํานวน 130 ล้านลิตรต่อนาที และจากความมหัศจรรย์ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทําให้นักท่องเที่ยวจะพลาดไม่ได้เลยในการมาเยือน โดยผู้มาเยือนสามารถชมความสวยงามของน้ำตกแห่งนี้ได้อย่างใกล้ชิดด้วยการนั่งเรือ “Maid of the Mist” ซึ่งเป็นเรือท่องเที่ยวที่ทําหน้าที่ในการพานักท่องเที่ยวไปชมน้ำตกไนแอการามาตั้งแต่ปี 1846 จนถึง ปัจจุบัน ซึ่งความน่าตื่นเต้นของการเดินทางไปกับเรือนี้คือการพานักท่องเที่ยวเข้าไปใกล้ม่านน้ำตกเพื่อสัมผัสความสวยงามอย่างใกล้ชิดในแบบที่เรืออื่นๆไม่สามารถทําได้ นักท่องเที่ยวส่วนมากเลือกที่จะชื่นชมความสวยงามของไนแอการาอยู่บนชั้นดาดฟ้าของเรือ ซึ่งทุกคนจะต้องใส่เสื้อกันฝนที่มีแจกบนเรือ เพราะเรือจะเข้าใกล้น้ำตก จนได้รับละอองน้ำและนักท่องเที่ยวทุกคนจะได้ยินแต่เสียงน้ำตก กึกก้องจนไม่สามารถได้ยินอย่างอื่น

canada

หากนักท่องเที่ยวที่หลงใหลในความงดงามของน้ำตกไนแอการา และต้องการพบกับความสวยงามของน้ำตกในมุมมองต่างๆ ขอแนะนําให้หาทัวร์ที่จะสามารถพาชมน้ำตกในรูปแบบอื่นๆ ด้วย เพราะยังมีรูปแบบการท่องเที่ยวอื่นๆอีกมากมายที่จะสามารถพานักท่องเที่ยวตื่นตาตื่นใจไปกับการชมน้ำตกไนแอการา เช่น ทัวร์เครื่องบินเล็กขึ้นไปชมทิวทัศน์ของน้ำตกไนแอการาจากมุมสูง หรือ จะเป็นการไปยังจุดชมวิวบนภัตตาคาร Table Rock ซึ่งเป็นที่ตั้งภัตตาคารสูงที่มีนักท่องเที่ยวนิยมไปรับประทานอาหารและชมวิวกันอย่างหนาแน่น

canada

  1. เที่ยวเมืองมรดกโลก “ควิเบก”

เมืองควิเบกได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ นอกจากนั้นแล้วที่นี่ยังเป็นเมืองแรกในทวีปที่ได้รับการขึ้นบัญชีเป็นเมืองมรดกโลกด้านวัฒนธรรมจากองค์การยูเนสโกอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาทําให้ควิเบกเป็นเมืองที่โดดเด่นในแคนาดา ไม่แพ้เมืองไหนๆ โดยช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยว มาเยือนควิเบกมากกว่าล้านคนต่อปีเลยทีเดียว และถึงแม้ควิเบก จะเป็นเมืองในทวีปอเมริกาเหนือและถูกยึดครองจากประเทศอังกฤษ ก็ตาม แต่ด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิมจากชาวฝรั่งเศสที่เคยตั้งถิ่นฐานที่นี่ มาหลายยุคหลายสมัย ส่งผลให้ประชากรชาวควิเบกยังคงภักดีต่อวัฒนธรรมฝรั่งเศส โดยการใช้ภาษาฝรั่งเศสและดําเนินชีวิต ในแบบฝรั่งเศสอยู่เสมอ

รอบๆควิเบกเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงามและควรค่า แก่การรักษา นอกจากนี้สมรภูมิ ทุ่งราบอับราฮัม (Battle of the Plains of Abraham) ซึ่งเป็นสถานที่รบทางประวัติศาสตร์ครั้ง สําคัญในสมัยที่อังกฤษชิงเมืองควิเบกมาจากฝรั่งเศส ในปัจจุบันได้ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสําคัญของควิเบกซิตี้และได้รับความสนใจ จากนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนเป็นอย่างมาก เนื่องจากที่นี่เป็นสถานที่ที่ อยู่ในความทรงจําของชาวเมืองมาตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้ บรรยากาศรอบๆ และด้านบนของหน้าผายังคงมีปืนใหญ่โบราณของ ฝรั่งเศสตั้งอยู่เพื่อระลึกถึงสงครามที่ชาวฝรั่งเศสสูญเสียเมืองได้เป็น

อย่างดี ส่วนย่านใจกลางเมืองคึกคักไปด้วยการแสดงข้างถนน โดยเฉพาะบริเวณ Place Royale ซึ่งในฤดูหนาวก็มีกิจกรรมการ ประกวดต่างๆมากมาย ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่นักท่องเที่ยว จะได้พบกับ Carnaval d’Hiver ซึ่งเป็นงานฤดูหนาวที่ใหญ่ที่สุด ในโลกอีกด้วย

นอกจากแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และความน่าตื่นตาตื่นใจในเมืองควิเบกแล้ว นักท่องเที่ยวที่มาเยือนควิเบกจะได้พบกับ โรงแรม 2 แห่งที่เป็นที่ขนานนามถึงความงดงามและแปลกใหม่อย่าง ที่ไม่ควรพลาด โดยแห่งแรกเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีว่า “ชาโต ฟรงเทอนัค” (Chateau Frontenac) ที่นี่เป็นโรงแรมชื่อดังที่สุดใน เมืองควิเบก ด้วยการออกแบบที่มีลักษณะเหมือนปราสาทที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาของเมือง ทําให้ที่นี่กลายเป็นจุดสนใจของ นักท่องเที่ยวจนอยากมาพักและเยี่ยมชม

สําหรับโรงแรมแห่งที่ 2 ของ ควิเบกที่ไม่ควรพลาดคือ “โรงแรมน้ำแข็ง” หรือที่เรียกกันว่า Hotel de Glace ซึ่งที่นี่จะทําให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับความหนาวเย็นใน แบบที่หาไม่ได้จากที่อื่นๆ เพราะสิ่งของเครื่องใช้ทุกอย่างในโรงแรม ล้วนแกะสลักมาจากน้ําแข็ง ไม่ว่าจะเป็นแก้วน้ํา โคมไฟ โต๊ะ เก้าอี้ ไปจนถึงเตียงนอน นักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสประสบการณ์พิเศษ และสนใจพักที่โรงแรมน้ําแข็งสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ www.hoteldeglace-canada.Com

  1. นั่งรถไฟเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้

การเดินทางไปชมความสวยงามของเทือกเขาร็อกกี้ เปรียบเสมือนเส้นทางท่องเที่ยวที่จะพลาดไม่ได้ในการมาเยือนแคนาดา เพราะนอกจากความสวยงามและมีชื่อเสียงของเทือกเขาแห่งนี้แล้ว การชื่นชมกับความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติในระหว่างการเดินทาง ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่นักท่องเที่ยวควรได้พบเจอ และด้วยเหตุผลนี้เอง ทําให้การเดินทางโดยรถไฟไปยังเทือกเขาร็อกกี้กลายเป็นเส้นทางที่ดีที่สุดที่นักท่องเที่ยวไม่สามารถหาได้จากการเดินทางประเภทอื่น

สิ่งที่นักท่องเที่ยวจะได้พบในการเดินทางคือ ทัศนียภาพระหว่างทาง ที่จะต้องตื่นตะลึงเสมือนภาพถ่ายจากโปสต์การ์ด ไม่ว่าจะเป็นธารน้ำแข็งสีขาวอมฟ้าที่สูงมากกว่า 1,000 เมตร และยอดภูเขาที่ ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน ซึ่งตัดกับสีเขียวขจีของป่าสน

นอกจากนี้ยังมีทะเลสาบกระจกสีฟ้าเข้มที่สะท้อนภาพป่าสนและภูเขาราวกับ ภาพวาด ระหว่างทางนักท่องเที่ยวจะผ่านอุโมงค์และสะพานข้ามทาง ทางรถไฟที่สูงลิบอยู่เหนือลําธารไหลเชี่ยว และนอกจากวิวทิวทัศน์ ทั้งหมดแล้ว นักท่องเที่ยวจะได้เห็นสัตว์ป่ามากมาย อาทิ บีเวอร์ที่ กําลังว่ายน้ํา ฝูงห่านป่าบินเป็นหมู่รูปตัววีอย่างน่าอัศจรรย์อยู่บน ท้องฟ้า รวมไปถึงหมีดําที่ดํารงชีวิตอยู่บนเทือกเขา ซึ่งช่วงเวลาทั้งหมดนี้จะเป็นระยะทางแห่งความทรงจําที่นักท่องเที่ยวจะได้พบ ระหว่างการเดินทางที่หาไม่ได้จากในเมืองใหญ่

ปัจจุบันการเดินทางไปเทือกเขาร็อกกี้โดยรถไฟเป็นที่นิยมมากใน หมู่นักท่องเที่ยว โดยมีรถไฟชั้นนําอย่าง Rocky Mountaineer ที่ เปิดเส้นทางให้บริการไปยังเทือกเขาร็อกกี้ถึง 2 เส้นทางคือ

แวนคูเวอร์-คัลการีและแวนคูเวอร์-แจสเปอร์ โดยทั้ง 2 เส้นทางแบ่ง ประเภทรถออกเป็น 2 ระดับคือ Red Leaf ซึ่งเป็นขบวนรถไฟชั้นเดียว ที่ตกแต่งอย่างหรูหรา และ Gold Leaf ซึ่งเป็นขบวนรถไฟแบบ 2 ชั้น ที่มีการตกแต่งอย่างหรูหราเช่นกัน แต่แตกต่างกันตรงที่มี หลังคาขบวนเป็นกระจกโปร่งใสและมีชั้นบนเป็นที่นั่งสําหรับชมวิว ทิวทัศน์ โดยรถไฟท่องเที่ยว Rocky Mountaineer ให้บริการ ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงช่วงกลางเดือนตุลาคมเท่านั้น รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.rockymountaineer.com

นอกจาก Rocky Mountaineer ยังมีรถไฟท่องเที่ยวอีกมากมาย ไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว อาทิ Royal Canadian Pacific (RCP), VIA Rail สาย Trans Canada และ White Pass & Yukon Route Railroad ที่จะทําให้การเดินทางโดยรถไฟของคุณเป็นช่วงเวลาแห่ง ความประทับใจ โดยเฉพาะผู้ที่ชอบความหรูหรา Royal Canadian Pacific (RCP) เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็นรถไฟท่องเที่ยว ที่ทันสมัย และพรั่งพร้อมด้วยสิ่งอํานวยความสะดวกเสมือนอยู่ใน โรงแรมห้าดาว ซึ่งรถไฟสายนี้นอกจากพาชมทัศนียภาพแล้ว ยังมี กิจกรรมให้ผู้โดยสารลงไปเดินเล่นหรือจับปลาได้อีกด้วย รายละเอียด เพิ่มเติมที่ www.cprtours.com

  1. ชมวิวบนหอสูงที่สุดในโลกที่โทรอนโต

ไม่ใช่แค่เพียงทัศนียภาพและความน่าสนใจของเมืองโทรอนโต เท่านั้นที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอยากมาเยือนที่นี่ อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สําคัญของเมืองนี้คือ หอคอยซีเอ็น (CN Tower) ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นหอคอยที่ควรค่าแก่การมาเยือนเป็นและสิ่งก่อสร้างเอกเทศที่สูง ที่สุดในโลกอีกด้วย หอคอยแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์สําคัญที่อยู่คู่เมือง โทรอนโตมานานและเป็นจุดเด่นหลักที่ดึงดูดความสนใจของ นักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวเยือนเมืองโทรอนโตได้เป็นอย่างดี

หอคอยซีเอ็นมีความสูงถึง 553.33 เมตร โดยมีชั้น Space Deck เป็นชั้นสําหรับชมวิวที่อยู่สูงเป็น 2 ใน 3 ของหอคอย ซึ่งมีความสูง อยู่ที่ 346 เมตร (1,136 ฟุต) โดยในหอคอยมีลิฟต์แก้วทันสมัย ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวไปส่งยังชั้นดังกล่าวด้วยเวลาเพียงถึง 58 วินาทีเท่านั้น ซึ่งชั้นนี้เป็นสถานที่ชมวิวเมืองโทรอนโตที่สามารถ มองเห็นทิวทัศน์ได้รอบ 360 องศา รวมไปถึงฝั่งเหนือของทะเลสาบ ออนแทรีโอกับเกาะโทรอนโตเลยทีเดียว

นอกจากการได้ชมวิวในเมืองโทรอนโตแล้ว การมาหอคอยซีเอ็น ยังให้ความรู้สึกถึงผจญภัยในรูปแบบอื่นๆ ที่ท้าทายผู้ที่ชอบความ หวาดเสียวด้วย EdgeWalk ซึ่งเป็นการผูกตัวยืนอยู่บนหอคอย กระจก พร้อมๆ ไปกับการโดนลมแรงๆ ปะทะไปทั่วร่างกาย โดยพื้นกระจกที่น่าหวาดเสียวนี้มีความแข็งแรงทนทานและสามารถรับ น้ำหนักได้มากกว่าพื้นคอนกรีตถึง 3 เท่าตัวเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมี Sky Terrace ซึ่งเป็นภัตตาคารที่นักท่องเที่ยวจะได้เห็นวิวทั่ว เมืองโทรอนโตในระหว่างการรับประทานอาหาร

สําหรับผู้ที่โปรดปรานการชมวิวและต้องการขึ้นไปชมยังชั้นที่สูงที่สุด ก็สามารถขึ้นไปอีก 33 ชั้นเพื่อไปยังชั้นที่สูงที่สุดของหอคอยที่ เรียกกันว่า SkyPod ซึ่งเป็นชั้นมีความสูงถึง 447 เมตร (1,465 ฟุต)

ที่นี่นอกจากจะเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มแล้ว การได้เห็นทัศนียภาพ ในเมืองโทรอนโตในมุมที่กว้างขึ้น พร้อมกับได้มองวิวระยะไกลไป จนถึงน้ําตกไนแอการาและเมืองนิวยอร์ก ก็ถือว่าเป็นความคุ้มค่า ที่ไม่ควรปฏิเสธเลยจริงๆ

หอคอยซีเอ็นเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-22.00 น. นักท่องเที่ยวที่สนใจที่จะขึ้นไปชมวิวในเมืองโทรอนโตสามารถจองตั๋ว หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.cntower.ca โดยอัตรา ค่าธรรมเนียมมีดังนี้

ผู้ใหญ่ (อายุ 13-64 ปี) ราคา 32 ดอลลาร์ (ไม่รวม SkyPod 12 ดอลลาร์)
คนชรา (อายุ 65 ปีขึ้นไป) ราคา 24 ดอลลาร์ (ไม่รวม SkyPod 12 ดอลลาร์)
เด็ก (อายุ 4-12 ปี) ราคา 20 ดอลลาร์ (ไม่รวม SkyPod 12 ดอลลาร์)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet