7 DAYS GRAND CANADA : รีวิวรูทท่องเที่ยวในประเทศแคนาดา

7-days-grand-canada

7 DAYS Grand Canada

วันที่ 1 ชมเมืองวิกตอเรีย เพลิดเพลินไปกับสวนบุตชาร์ต

การเดินทางในทริป 7 Days Grand Canada จะเริ่มต้นตั้งหลักที่ เมืองแวนคูเวอร์ (Vancouver) ในรัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สําคัญและเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทาง การท่องเที่ยวต่างๆ มากมาย ตั้งอยู่ริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทาง ทิศตะวันตกของประเทศแคนาดา ซึ่งศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและ เป็นเมืองอุตสาหกรรมการที่โดดเด่นเกี่ยวกับด้านการสร้างภาพยนตร์ จนได้ขึ้นชื่อว่าเป็นฮอลลีวูดของสหรัฐอเมริกาตอนเหนือ

7-days-grand-canada

การเดินทางของวันแรกเริ่มต้นด้วยการ ออกเดินทางสู่เมืองวิกตอเรีย (Victoria) ที่นี่ เป็นเมืองที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติที่งดงาม และมีเทือกเขาขนาดใหญ่ที่ทอดตัวยาวถึง 32 กิโลเมตร วิกตอเรียเป็นเมืองที่มีอากาศดี ตลอดปี พร้อมกันนี้ยังเป็นเมืองที่มีสวนสวยๆ และมีรีสอร์ตตากอากาศอยู่รอบเมือง เมื่อ นักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงจะพบว่าตัวเมืองของ วิกตอเรียตั้งอยู่ริมน้ํา และมีสถานที่สําคัญๆ อย่างกลุ่มอาคารรัฐสภา พิพิธภัณฑ์ และ โรงแรมหรูหรามากมายตั้งอยู่บริเวณหน้าอ่าว ให้ได้เยี่ยมชม

หลังจากรับประทานอาหารกลางวันและชมตัวเมืองวิกตอเรียแล้ว นักท่องเที่ยวจะเริ่มการท่องเที่ยวในช่วงบ่ายโดยการไปเที่ยวชมสวนบุตชาร์ต ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองวิกตอเรียไปเพียง 21 กิโลเมตร ที่นี่เป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของรัฐ บริติชโคลัมเบียที่มีประวัติการสร้างที่ซับซ้อน สวนนี้สร้างโดยนาง เจนนี บุตชาร์ต (Jennie Butchart) ภริยาของนักธุรกิจค้าปูนซีเมนต์ที่ขุดเอาหินปูนไปจนเกิดหลุมขนาดใหญ่ เพราะต้องการแก้ไขหลุม ขนาดใหญ่บนพื้นดินที่สามีได้ขุดเอาหินปูนไปขาย จนในปี 1904 นางเจนนีจึงตัดสินใจสร้างสนามหญ้า ปลูกต้นไม้ ทําสวนดอกไม้ และ ปลูกไม้เลื้อยอย่างต้นไอวีเพื่อปกคลุมหลุมขนาดใหญ่ที่ถูกขุดดินออก ซึ่งในปัจจุบันพื้นที่ตรงนี้กลายเป็นสวนต่ําที่เรียกกันว่า Sunken Garden และได้รับการตกแต่งด้วยแปลงดอกไม้นานาพันธุ์ อาทิ สวนญี่ปุ่น สวนอิตาเลียน สวนกุหลาบ น้ําตก สระบัว ศาลาพักร้อน

รวมไปถึงศาลาแสดงดนตรีกลางสวนอีกด้วย โดยนักท่องเที่ยว สามารถเดินเล่นที่นี่ได้ตลอดช่วงบ่ายไปจนถึงตอนกลางคืน เพราะ ในสวนจะถูกประดับด้วยไฟสว่างไสวมากมายในตอนค่ํา หลังจากนั้น ก็ถึงเวลาเดินทางกลับเมืองจุดเริ่มต้นอย่างแวนคูเวอร์ เพื่อรับประทาน อาหารค่ําและกลับไปยังที่พัก

วันที่ 2 ชมเมืองวิสต์เลอร์ แหล่งตากอากาศและสกีรีสอร์ต

เช้าวันที่ 2 ออกเดินทางสู่เมืองวิสต์เลอร์ (Whistler) ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่ง ในการไปเยือนเมืองตากอากาศและสกีรีสอร์ตอันดับ 1 ของทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งสกีรีสอร์ตแห่งนี้ได้รับการโหวตให้เป็น สกีรีสอร์ตอันดับ 1 ติดต่อกันมานานถึง 7 ปี นักท่องเที่ยวจะได้ พบกับภูมิทัศน์ที่สวยงามระหว่างทางโดยผ่านการเลาะเลียบริมฝั่ง มหาสมุทรแปซิฟิก จนกระทั่งถึงวิสต์เลอร์ เมืองเล็กๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าท้องถิ่น เมืองนี้อยู่ระหว่างภูเขาใหญ่ 2 ลูก ภูเขาที่ใกล้ที่สุดชื่อเดียวกับเมือง คือ ภูเขาวิสต์เลอร์ มีความสูงถึง 7,160 ฟุต ด้านตรงข้ามเป็นภูเขา อีกลูกหนึ่งชื่อ แบล็กคอมบ์ มีความสูงมากถึง 8,000 ฟุตเลยทีเดียว

หลังเดินชมความสวยงามของตัวเมืองวิสต์เลอร์และรับประทาน อาหารกลางวันเป็นที่เรียบร้อย ในช่วงบ่ายจะเป็นเวลาของ การเที่ยวชมเมืองเล็กๆ ที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ที่ถูก เรียกกันว่า Whistler Village บริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ตรงเชิงเขา ระหว่างภูเขาทั้ง 2 ลูก โดยสามารถเข้ามาได้ด้วยการเดินเท้าเท่านั้น ด้านในจะมีถนนปูนหินขนาดเล็กที่ เป็นทางที่จะพานักท่องเที่ยว ขึ้นไปยังยอดเขาทั้ง 2 ลูกได้ ต่อจากนั้นในส่วนที่ 2 เรียกว่า Upper Village

ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาแบล็กคอมบ์ นักท่องเที่ยวจะได้ พบกับทิวทัศน์ที่สวยงามพร้อมกับความยิ่งใหญ่ของภูเขาแบล็กคอมบ์ ที่สูงตระหง่านอยู่ด้านข้าง และส่วนที่ 3 คือ Village North ซึ่งเป็น ย่านการค้าที่สร้างขึ้นใหม่ระหว่างเมืองเล็กๆ ทั้ง 3 ส่วนของวิสต์เลอร์ โดยในส่วนนี้มีโรงแรมและรีสอร์ตสวยๆ มากกว่า 60 แห่งไว้รอต้อนรับ นักท่องเที่ยว จากนั้นก็ถึงเวลารับประทานอาหารเย็นที่ร้านอาหาร พื้นเมืองที่ Village North พร้อมทั้งหาซื้อของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ ก่อนที่จะเดินทางกลับไปยังเมืองแวนคูเวอร์ในตอนค่ำ

วันที่ 3 เที่ยวสวนสแตนลีย์และเสาโทเทมในแวนคูเวอร์ พร้อมชมเมืองแคมลูปส์

หลังจากรับประทานอาหารเช้า ก็ถึงเวลาของการชมเมืองแวนคูเวอร์กันบ้าง โดยเมืองนี้มีไฮไลต์สําคัญเป็นสวนสาธารณะที่ เรียกกันติดปากว่า สแตนลีย์ปาร์ก สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1888 ด้วยพื้นที่ กว่า 10,000 เอเคอร์ ซึ่งตั้งอยู่กลางเมืองแวนคูเวอร์ ความโดดเด่น ของสวนแห่งนี้คือมีลักษณะเป็นเหมือนเกาะที่ยื่นออกไป ภายในสวน มีต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีอายุนับ 100 ปี ซึ่งมีจุดเด่นที่แตกต่างจาก สวนสาธารณะอื่นๆ ตรงที่เป็นที่ตั้งของกลุ่มเสาโทเทม (Totem) ซึ่งเป็นเสาสัญลักษณ์ที่ตั้งไว้เพื่อเป็นที่ระลึกว่าบริเวณนี้เคยเป็น ถิ่นที่อยู่ของชนพื้นเมืองอินเดียนมาก่อน โดยชนพื้นเมืองใช้เสาโทเทม เล่าเรื่องราวความเป็นมาของเผ่าได้เป็นอย่างดีจนเป็นที่สนใจและ กล่าวขวัญของนักท่องเที่ยว

จากนั้นหลังจากเดินชมสวนรอบๆ รับประทานอาหารกลางวัน เรียบร้อย ในช่วงบ่ายก็ถึงเวลาของการเดินทางสู่เมืองแคมลูปส์ (Kamloops) ซึ่งใช้เดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ที่นี่เป็นเมืองติดกับ ทะเลสาบที่สวยงาม มีทั้งภูเขา ทะเลสาบน้ําจืด และกิจกรรม สันทนาการหลากหลายประเภท อาทิ ขี่ม้า เดินป่า สกี ว่ายน้ํา เป็น เมืองเล็กๆ น่ารัก ตั้งอยู่บริเวณหุบเขาทอมป์สันวัลเลย์ นักท่องเที่ยว จะได้พบกับทัศนียภาพอันสวยงามของทะเลและภูเขารอบด้าน ดังนั้นช่วงบ่ายแก่ๆ ไปจนถึงช่วงเย็นเป็นช่วงเวลาแห่งการชมเมืองที่ น่าประทับใจ และเลือกซื้อสินค้าที่ระลึกต่างๆ ก่อนที่จะถึงเวลาของ มื้อค่ํา แล้วกลับไปพักผ่อนยังที่พัก

วันที่ 4 ชมน้ำตกเมืองโกลเดน เที่ยวอุทยานแห่งชาติบานฟกระเช้าลอยฟ้า-เทือกเขาซัลเฟอร์ เมืองบานพ

เช้าวันที่ 4 เริ่มต้นด้วยการเดินทางสู่เมืองบานส์ โดยใช้เส้นทางตรงไปยังเมืองโกลเดน (Golden) ซึ่งจะใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ระหว่างการเดินทางนักท่องเที่ยวจะได้พบกับ น้ําตกและทะเลสาบที่สวยงามมากมายตลอดเส้นทาง จากนั้นมุ่งหน้าต่อมาอีกประมาณ 2 ชั่วโมง นักท่องเที่ยวจะถึงจุดหมายคือ เมืองบานส์ (Banff) เมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในหุบเขาโบว์ริเวอร์วัลเลย์ และเป็นปากทางเข้าไปสู่อุทยานแห่งชาติบานฟ์

ช่วงบ่ายหลังจากรับประทานอาหารเที่ยง เป็นเวลาของการเที่ยวชม อุทยานแห่งชาติบานฟ์ (Banff National Park) เป็นอุทยานแห่งชาติ แห่งแรกและมีชื่อเสียงมากที่สุดของแคนาดา ที่นี่เต็มไปด้วย ทัศนียภาพที่น่าฟัง พร้อมทั้งบ่อน้ําพุร้อนที่มีแร่กํามะถันผสมอยู่ จากนั้นก็ถึงเวลาของการเดินทางไปยังสถานีรถกระเช้าชื่อว่า Banff Gondola ที่จะพานักท่องเที่ยวขึ้นไปยังจุดชมวิวบนยอดเขาซัลเฟอร์ ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ําทะเลถึง 2,285 เมตร บนยอดเขามีทางเดิน ไปยังส่วนที่สูงที่สุดคือ ยอดแซนซัน (Sanson Peak) มีความสูงถึง 2,337 เมตร โดยระหว่างทางเดินไปยังยอดเขาจะมีจุดชมวิวอยู่ เป็นระยะๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพกันอย่างจุใจ ซึ่งจุดชมวิวที่ ยอดเขาจะสามารถมองเห็นวิวของเทือกเขาร็อกกี้และทะเลสาบ เอเมอรัลด์ (Emerald Lake) อันงดงามอีกด้วย หลังจากหมดแรงกับ การเดินทางที่อุทยานบานฟ์ ก็ได้เวลาของมื้อค่ําในเมืองบานส์ ก่อนที่ จะกลับที่พักเพื่อพักผ่อนและเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น

วันที่ 5 เลกหลุยส์-โคลัมเบียไอซ์ฟิลด์-โกลเดน

หลังรับประทานอาหารเช้า วันที่ 5 ของการเดินทางก็เริ่มต้นขึ้น ด้วยการมุ่งหน้าไปยังเมืองเลกหลุยส์ (Lake Louise) เมืองชนบทที่ แวดล้อมไปด้วยเทือกเขาที่มีหิมะขาวโพลนปกคลุมยอดเขา และ ทะเลสาบสีเขียวมรกตที่มีผิวน้ํานิ่งเรียบราวกับกระจกสะท้อนเงาของ ขุนเขาและธารน้ําแข็งที่อยู่สูงขึ้นไป นักท่องเที่ยวมากมายมาเยือนที่นี่ เพราะต้องการปีนเขาเพื่อขึ้นไปดูธารน้ําแข็งด้านบน บ้างก็ต้องการ ไปชมทะเลสาบเล็กๆ ที่รายล้อมด้วยเทือกเขาราวกับภาพวาด แต่อย่างไรก็ตาม รับรองว่าทัศนียภาพโดยรวมของเลกหลุยส์จะทําให้ นักท่องเที่ยวต้องเพลิดเพลินและประทับใจอย่างไม่รู้ลืมอย่างแน่นอน

จากนั้นช่วงบ่ายก็ถึงเวลาที่จะออกเดินทางต่อไปยังลานน้ําแข็ง โคลัมเบีย เพื่อเปลี่ยนเป็นรถ Snow Coach และมุ่งหน้าสู่ลานน้ําแข็ง โคลัมเบีย ซึ่งเป็นธารน้ําแข็ง (Glacier) ที่มีอายุนับหลายล้านปี ที่นี้ มีขนาดใหญ่พอๆ กับเมืองหนึ่งเมืองเลยก็ว่า สําหรับนักท่องเที่ยวที่ ชื่นชอบในกีฬาสกี ที่นี่เป็นเหมือนดินแดนสวรรค์ที่จะได้เล่นสกีไป พร้อมๆ กับการชมความงดงามของธารน้ําแข็งอันขาวโพลนกว้างไกล สุดสายตาของแคนาเดียนร็อกกี้ ซึ่งหลังจากพบกับความสุขและความ หนาวเย็นอย่างเต็มอิ่มแล้ว ก็ถึงเวลาของการเดินทางกลับไปยัง เมืองโกลเดนอีกครั้ง โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อ รับประทานอาหารค่ําและพักผ่อนก่อนที่จะเดินทางต่อไปยัง เมืองอื่นๆ ในวันรุ่งขึ้น

วันที่ 6 จากโกลเดนสู่เคโลนา

เช้าวันที่ 6 เป็นช่วงเวลาของการสํารวจเมืองโกลเดน (Golden) ที่นี่เป็นเมืองชนบทเล็กๆ ที่แวดล้อมไปด้วยทัศนียภาพอันงดงามและ ปราศจากมลภาวะที่เป็นพิษ โดยรอบๆ เมืองถูกรายล้อมไปด้วยทิวเขา และทะเลสาบ ซึ่งทําให้ที่นี่กลายเป็นเมืองที่เหมาะสําหรับการพักผ่อน ตากอากาศได้เป็นอย่างดี นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นหรือ นั่งจิบกาแฟตามคาเฟบริเวณตัวเมือง เพื่อมองดูวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ของชาวเมืองโกลเดน ก่อนที่จะเดินทางต่อในช่วงสายไปยัง เมืองเคโลนา (Kelowna)

หลังจากเดินทางมาเป็นเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ก็ถึงเมืองเคโลนา ในช่วงบ่าย ที่นี่เมืองขนาดเล็กซึ่งขึ้นชื่อด้านการทําไวน์ มีประชากร อาศัยอยู่เพียงแค่ 165,000 คนเท่านั้น ชาวเมืองนิยมทําการเกษตร จําพวกปลูกองุ่นเพื่อทําไวน์ หรือทําสวนผลไม้ อาทิ เชอร์รี ลูกพืชและแอปเปิล นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมไร่องุ่นพร้อมทั้งชิมไวน์ ยอดนิยมที่มีทั้งไวน์แดงและไวน์ขาว จากนั้นจึงไปเยือนทะเลสาบที่ ชื่อว่า “โอคานาแกน” ที่มีเรื่องราวของตํานานสัตว์ประหลาด “โอโกโปโก หรือในทากะ” (Ogopogo หรือ Naitaka) อาศัยอยู่ โดยมี บันทึกว่ามีผู้พบเห็นสัตว์ประหลาดดังกล่าวมากกว่าพันครั้ง เป็น สัตว์ที่มีลักษณะรูปร่างใหญ่โต หัวเล็กคล้ายม้า คอยาว มีเท้าเป็น พังผืด และมีหางยาวเหมือนแส้ ซึ่งจากการตรวจสอบด้วยการจับ ภาพเคลื่อนไหวและระบบโซนาร์ได้ข้อพิสูจน์ว่ามีสิ่งมีชีวิตบางอย่าง เคลื่อนไหวอยู่ใต้น้ําลึกอยู่จริงๆ จนทําให้ชาวเมืองต่างเชื่อกันว่า โอโกโปโกไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าหรือตํานาน แต่เป็นสัตว์มีอยู่จริง ในทะเลสาบแห่งนี้ จากนั้นช่วงเย็นก็ถึงเวลาของการรับประทาน อาหารพื้นเมือง พร้อมกับจิบไวน์องุ่น ก่อนที่จะเข้าที่พักเพื่อพักผ่อน สําหรับการเดินทางวันสุดท้าย

วันที่ 7 สํารวจทุกซอกทุกมุมของเมืองแวนคูเวอร์

วันสุดท้ายของการเดินทางเริ่มขึ้นโดยการกลับสู่เมืองแวนคูเวอร์ (Vancouver) เมืองหลักที่ใช้สําหรับเริ่มต้นในเส้นทางสายท่องเที่ยว ในทริปนี้ โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง แวนคูเวอร์เป็นเมือง ที่มีวัฒนธรรมแบบผสมเช่นเดียวกับนิวยอร์ก เพราะเป็นเมืองที่มีคน หลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรมปะปนกันอยู่ โดยในช่วงเที่ยงที่ เดินทางมาถึง เป็นเวลาที่ดีที่นักท่องเที่ยวจะเดินเที่ยวที่ถนนร็อบสัน ที่นี่เต็มไปด้วยนักเดินทางมากมายที่มาหาร้านกาแฟและร้านอาหาร สําหรับมื้อเที่ยง หากเดินผ่านย่านไปยังไชน่าทาวน์ จะพบกับย่าน เมืองเก่า โรงละครบรอดเวย์ แกลเลอรี่ศิลปะ ร้านหนังสือ และ แหล่งช้อปปิ้งที่หลากหลาย

จากนั้นในช่วงบ่ายๆ ก็เดินชมเมืองไปจนถึงแคนาดาเพลซ จะได้ พบกับหลังคาเป็นรูปใบเรือสีขาว คล้ายๆ กับโอเปร่าเฮาส์ที่นคร ซิดนีย์ของออสเตรเลีย ซึ่งเดิมหลังคาใบเรือนี้สร้างขึ้นสําหรับงาน World’s Fair ที่จัดขึ้นที่แวนคูเวอร์เมื่อปี 1986 แต่ปัจจุบันกลายเป็น สัญลักษณ์ส่วนหนึ่งของ World Trade Centre, Vancouver Trade and Convention Centre อันเป็นที่รวมโรงภาพยนตร์ ศูนย์การค้า และอาคารสันทนาการอื่นๆ มากมายไปแล้ว จากนั้น ช่วงบ่ายแก่ๆ ก็ถึงเวลาเดินทางไปยังอีกหนึ่งสถานที่น่าสนใจที่สร้างขึ้น เมื่อปี 1880 นั่นก็คือสถานีรถไฟแคนาเดียนแปซิฟิก ซึ่งเป็นสถานี ชุมทางรถไฟสายข้ามทวีป ปัจจุบันเป็นสถานีรถลอยฟ้ากับเรือข้ามฟาก ของเมืองแวนคูเวอร์ และในช่วงเย็นก็มาเที่ยวชมยังย่านแก๊สทาวน์

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet